จอยซ์ เมื่อพูดถึง 鄭欣宜 ในวันนี้ เสียงชื่นชมดังกว่าคำวิจารณ์มากนัก
ปี 2016 ด้วยเพลง “女神” เธอคว้ารางวัลใหญ่จาก叱咤ถึงสามรางวัล: “叱咤十大第三位”,”我最喜愛的女歌手獎” และ “我最喜歡的歌曲獎” ขณะที่รับรางวัลเธอปล่อยน้ำตาด้วยความตื้นตัน จำเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่เธอร้องได้ว่า
“อย่าก้มหน้า มงกุฎจะหล่นลงไป
เธอคือเทพธิดา อย่าลดสีสันของตัวเองเพราะสายตาผู้อื่น”
ไม่รู้ทำไม ภาพของเธอที่เคยมีรูปร่างอวบแต่ยืนขึ้นด้วยความมั่นใจและร้องเพลงด้วยแรงใจ ทำให้หลายคนซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ย้อนดูเส้นทางของจอยซ์ ทุกคนรู้ดีว่ามีอุปสรรคมากมาย ในช่วงหลายปีนั้น เธอเหมือนผู้หญิงทั่วไปที่อยู่ในวงจรของการลดน้ำหนักหรือความพยายามจะลดน้ำหนัก จนหลายครั้งความสนใจถูกโฟกัสไปที่รูปร่างของเธอ นอกจากสถานะลูกดาราแล้ว การแสดงและการถูกวิพากษ์วิจารณ์ถูกโจมตีหลายครั้ง ส่งผลให้ความมั่นใจของเธอแตกสลาย
จนมาถึงวันนี้ เธอสามารถพลิกสถานการณ์ด้วยความตั้งใจและความพยายามของตัวเอง เปลี่ยนเสียงโห่เป็นเสียงปรบมือ
เมื่อต้นปีนี้ เธอคว้า “叱咤樂壇女歌手金獎” เป็นครั้งแรก จอยซ์ปล่อยน้ำตาอีกครั้งด้วยอารมณ์เต็มเปี่ยมสำหรับความสำเร็จในวงการเพลง ที่มาพร้อมความขมหวานและความหมายมากมาย เธอเล่าว่าในการพยายามขอการยอมรับจากคนอื่น เธอเคยแต่งตัวเป็นตัวละคร “魔人布歐” เพื่อสร้างสีสัน จำอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันเธอได้ยืนในฐานะศิลปินฮ่องกง 鄭欣宜 อย่างเต็มตัว การยอมรับนี้ไม่ได้มีเพียงจากเวทีหรือผู้ชม แต่รวมถึงทั้งฮ่องกงที่ร่วมปรบมือให้เธอ ฉากแห่งความประทับใจและความซาบซึ้งยังคงตราตรึง
“ฉันจะตั้งใจมากขึ้น ให้ความฝันของฉันเติบโต ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น และบ้าจินตนาการมากขึ้น”
“หวังว่าเริ่มจากวันนี้ ทุกคนจะเรียกฉันว่า ‘ศิลปินฮ่องกง – 鄭欣宜'” จอยซ์ กล่าวหลังรับรางวัล เธอพูดถึงสถานะศิลปินด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ถึงแม้เติบโตในแคนาดา แต่ความรักต่อฮ่องกงไม่เคยลดลง เมื่อปี 2008 เธอตัดสินใจกลับมาไล่ตามความฝัน แม้ครอบครัวจะอยากให้เธอกลับแคนาดา แต่เธอก็ไม่หวั่นไหวจากการเข้าสู่วงการ
สำหรับจอยซ์ ดนตรีเป็นเพื่อนร่วมทางสำคัญในวัยเติบโตของเธอ
“ผ่านดนตรี ฉันพบความปลอดภัย ความสะท้อน ความมั่นใจ และช่องทางในการระบายอารมณ์ ดังนั้น ดนตรีจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการเติบโตของฉัน” จอยซ์ที่ดูเป็นคนเปิดเผยและมีความต้องการแสดงสูง กล่าว หลายคนอาจคิดว่าเธอเป็นคนร่าเริง แต่จริง ๆ แล้วเธอบอกว่าไม่ถนัดจะอธิบายความในใจเป็นคำ ๆ จนกระทั่งพบว่าดนตรีช่วยให้เธอปลดปล่อยและพาเธอไปในทุกมุมของตัวเอง

เพราะดนตรี เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อตามหาฝัน “ฉันมีความมุ่งมั่น สิ่งที่ฉันเชื่อ ฉันจะสู้จนสุด ใช้ทุกแรงที่มีเพื่อไปให้ถึง” จอยซ์กล่าวอย่างแน่วแน่ และจริงตามนั้น เธอต่อสู้หนักมากเพื่อเข้าวงการ เคยลดน้ำหนักเกือบ 100kg ใช้วิธีทั้งอดอาหาร อาเจียน กินยา และออกกำลังกาย ทำทุกวิถีทางเพื่อความฝันด้านดนตรี
เมื่อความฝันเริ่มเป็นจริง เธอย้อนนึกถึงวันรับรางวัล มีเพื่อน ๆ มาร่วมแสดงความยินดี แม้ภาพนั้นจะผ่านมาแล้วเป็นสองเดือน แต่มันยังสดชัดอยู่ในความทรงจำ หลังเสียงปรบมือ เธอรอวันที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง “การได้รางวัลคือความสุข แต่สำหรับฉัน มันเป็นแค่อนุกรมขั้นตอน” เธอกล่าวต่อว่า “การได้รางวัลไม่ได้หมายความว่า ‘ฉันจะหยุดพัก’ หรือ ‘จะทำตัวไม่ตั้งใจ’ ไม่ใช่แบบนั้น! ฉันจะตั้งใจมากขึ้น เพื่อให้ความฝันของฉันโตขึ้น กว้างขึ้น และบ้าจินตนาการมากขึ้น แล้วฉันก็จะแสดงผลงานที่ดียิ่งขึ้นออกมา”
ผ่านความเจ็บปวดในวัยเติบโต ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะไม่หลงใหลในความสำเร็จ
“บางทีหลายคนอาจไม่รู้ แต่ตั้งแต่เริ่มมีสติ ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรลอยสูงขึ้นไปเหนือคนอื่น” แม้เธอรับมือกับการสนับสนุนจากแฟนเพลงด้วยความขอบคุณเสมอ “ฉันไม่แน่ใจว่านี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดหรือไม่ แต่ว่าฉันดีใจที่ผู้คนเห็นว่าเวลานี้ฉันเหมาะสม”
ผลแห่งความพยายามเปลี่ยนทุกข์เป็นสุข
“ฉันสบายใจในผิวของตัวเอง”

ในอดีตมีมาตรฐานความงามแบบ “ผอมสวยทรงงาม” แต่สังคมสมัยใหม่มักมองว่า “อ้วน” เป็นบาป โดยเฉพาะรูปร่างของจอยซ์ ที่เป็นหัวข้อถกเถียงมาตลอด เพื่อจะลดน้ำหนักเธอทำร้ายทั้งกายและใจจนเคยมีปัญหาเรื่องอารมณ์ นอกจากรูปร่างแล้ว จอยซ์ยังไม่ปิดบังความกดดันด้านหน้าตา เพื่อให้ภาพลักษณ์เป็นที่ยอมรับ เธอเปิดเผยว่า “เคยบังคับตัวเองต้องใส่สูท ต้องให้ลุคเหมือน ‘ผู้ชาย’ เส้นอายไลเนอร์ห้ามเฉี่ยวมากเพราะจะดูเจ้าเล่ห์ หน้าตาต้องดูเป็นมิตร คิ้วต้องหนา ๆ ดูโง่ ๆ หน่อย…” จอยซ์ถอนใจว่า “มันมากเกินไป! รู้สึกอึดอัด แค่ขอให้สบายตัวก็พอ”
ต่อมาเธอหันหนีจากการพยายามปรับตัวตามสังคม หันกลับมาหาตัวตนที่แท้จริง และค่อย ๆ ลุกขึ้นจากความมืด
วันนี้เธอไม่ยึดติดกับรูปร่างอีกต่อไป ผ่านบทเพลงเธอส่งสาร โดยเฉพาะเพลง “你瘦夠了嗎?” ที่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของเธอเอง เธอกล่าวว่า “พวกเราทำงานในวงการนี้ โดยเฉพาะคนที่อยู่หน้ากล้อง ต้องยอมรับการถูกวิจารณ์อยู่ตลอด แต่ความมั่นใจไม่ควรมาจากคนอื่น แต่ควรมาจากตัวเราเอง” แล้วใครจะไม่อยากได้รับคำชมบ้าง? แทนที่จะพยายามยัดเยียดตัวเองให้เป็นที่ถูกใจคนอื่น จอยซ์ค่อย ๆ พบว่า การยอมรับยังจำเป็น แต่เป้าหมายควรเป็นตัวเอง ทัศนคติเรื่องความงามของเธอเปลี่ยนไปไม่อยู่แค่ความสูง ความผอม หรือเทรนด์ความงามภายนอก แต่เป็นการมาจากภายใน เพื่อให้บรรลุการมีความงามตามที่ตนปรารถนา

วันสัมภาษณ์ จอยซ์ดูสดชื่น จนช่างภาพชมว่าดูมีสุขภาพดี เธอดูผอมลงเล็กน้อยและบอกว่ากำลังทำคีโตเจนิคไดเอท จากบทสนทนาชัดเจนว่าเธอมีสภาพจิตใจดีและเต็มไปด้วยความหวัง ความหวังนั้นมาจากการที่เธอเริ่มเห็นคุณค่าในตัวเองและมีทัศนคติที่สบายขึ้น
“ฉันรู้สึกสบายกับตัวเองมากขึ้น จริง ๆ แล้วมันอาจฟังธรรมดา แต่ฉันต้องพูดว่า: ฉันสบายใจในผิวของตัวเอง” แม้จะฟังดูเชย จอยซ์ก็พูดอย่างจริงใจว่า “ความสวยของฉันไม่ได้มาจากหน้าตาหรือรูปร่างเท่านั้น แต่เป็นความงามที่ยืนยาวกว่าภายนอก”
จอยซ์กลายเป็นคนมองโลกในแง่ดีขึ้น แม้ตอนอยู่บ้านก็จะแต่งหน้า แต่งตัวสวย “ตอนนี้ฉันไม่ใช่ช่วงที่ผอมที่สุดในชีวิต ก็ไม่ใช่ช่วงที่อ้วนที่สุด หรือหนุ่มที่สุดด้วย ปีนี้ฉันอายุ 35 ปีแล้ว” เธอหยุดพักหายใจและพูดต่อด้วยความสงบว่า “แต่ฉันไม่เคยรู้สึกมั่นใจกับรูปลักษณ์ของตัวฉันแบบนี้มาก่อน และตอนนี้ฉันมีความมั่นใจแล้ว”
ความงามไม่ควรถูกจำกัดด้วยไซส์ แต่มาจากทัศนคติ

เมื่อคนพยายามปกปิดรูปร่างของเธอ ในเซ็ตถ่ายภาพนี้เราเชียร์ให้เธอโชว์ออกมา จอยซ์ใส่ท็อปเปิดหน้าท้อง ไม่เพียงไม่อาย กลับยินดีแกว่งตัวและเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ ปลดปล่อยตัวเองจนเรารู้สึกถึงเสน่ห์และความมั่นใจที่เปล่งประกาย
“ฉันคอยเตือนตัวเองว่า เมื่อโลกหยุดหมุน ฉันก็ยังต้องหมุนต่อไป”
ในการสนทนากับจอยซ์ รู้สึกได้ว่าเธอตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงมาก เธอบอกว่าเป็นคนดื้อแต่เลือกทำสิ่งที่ดี เมื่อทำงาน คุย หรือเล่น เธอถือทุกชั่วโมงของชีวิตเป็นบทเรียน “เพราะเมื่อฟังเรื่องราวหรือมุมมองของคุณ ฉันกำลังขยายวิสัยทัศน์และฝึกความเห็นอกเห็นใจ แต่เมื่อฉันเล่าเรื่องของฉัน ฉันก็ฝึกการเป็นนักเล่าเรื่อง เพราะนักร้องทุกคนเวลาร้องเพลงจริง ๆ แล้วก็กำลังเล่าเรื่อง” จอยซ์อธิบาย

ในอัลบั้ม “Joyce is Moist” บทบาท “Princejoyce” เธอดูร่าเริงและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่เธอกลับยอมรับว่าเป็นคนคิดลบมาก “แต่ลึก ๆ แล้วฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี ที่ท้ายที่สุดฉันก็เป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ตลอดทั้งวันฉันมักคิดในทางลบ”
ถึงจะมีแก่นเป็นความหวัง แต่ส่วนใหญ่เวลาเธอก็ยังมีความคิดลบอยู่บ่อย ๆ แม้จะหาวิธีคืนดีกับโลกและตัวเอง พบคุณค่าตัวเองใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่สงสัยตัวเอง เธอยังเคยรู้สึกด้อยค่าและมีน้ำตาเมื่อพูดถึงเรื่องที่กระทบใจ
“เมื่อคืนฉันยังร้องไห้เลย ตอนที่สัมภาษณ์ฉันก็น้ำตาไหล” เธออธิบาย “นี่เป็นเรื่องขัดแย้ง เพราะฉันพยายามมากที่จะให้ตัวเองมี wellness แต่แนวคิดเรื่อง wellbeing ก็คือการทำงานให้น้อยลง” แต่เธอรู้ดีว่าไม่อยากหยุดนิ่ง เวลาว่างเธอจะพยายามไปเรียนเต้น หรือถ่ายคลิปสอนแต่งหน้า จับทุกวินาทีให้มีค่า
“ฉันเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เมื่อโลกหยุดหมุน ฉันก็ต้องหมุนต่อไป”
“เพราะความมั่นใจของฉันมาจาก ‘ฉันได้ทำการบ้าน'”

ความอยากรู้อยากเห็นต่อโลก เปิดทางให้เธอเรียนรู้และเติบโต จอยซ์ขอบคุณที่ชีวิตมอบความอยากรู้อยากเห็นอันยิ่งใหญ่ให้กับเธอ ไม่ว่าเธอจะผ่านช่วงขาลงหรือกำลังเติบโต ความสนใจกับผู้คนและสิ่งรอบตัวช่วยให้เธอไม่หยุดนิ่ง และความมั่นใจคือรางวัลล้ำค่าจากการเก็บเกี่ยวนี้
ปัจจุบันเธออาจยังไม่พร้อมแบกรับโลกไว้ทั้งใบ แต่แน่นอนว่าเธอจะยังคงฟัง สังเกต และเรียนรู้ต่อไป “ไม่ว่าจะไปสู่ช่วงชีวิตไหน หรือได้สิ่งใดมา ผม/ฉัน (หมายเหตุ: จอยซ์เป็นผู้หญิง จึงใช้ ‘ฉัน’) จะยังมีใจที่อยากเรียนรู้ อยากขัดเกลา”
“การยอมแบ่งปันและฟังมุมมองของคนอื่น ก็เป็นการให้รักรูปแบบหนึ่ง”

จอยซ์เติบโตมาในครอบครัวเดี่ยว เธอเคยถูกคาดหวังมาก ถูกทำร้ายตัวเอง และถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ แต่โชคดีที่ระหว่างทางมีความรักคอยช่วยพยุงให้เธอผ่านพ้น จากการถูกล้อเลียนในโลกออนไลน์จนถึงวันนี้ที่ได้รับการยอมรับและชื่นชม จอยซ์จัดการกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร?
“ฉันรู้สึกขอบคุณมาก ขอบคุณที่คนชอบฉัน”
การได้รับการยอมรับจากสาธารณะกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอตั้งใจมากขึ้น เธอหวังจะตอบแทนความรักนี้ด้วยเพลง ให้ผู้ฟังได้รู้จัก 鄭欣宜 มากขึ้น สำหรับเธอ ‘ศิลปิน 鄭欣宜’ อาจเป็นเพียงชื่อในสื่อ แต่สำหรับจอยซ์ มันคือความมั่นใจและวิสัยทัศน์

ในระหว่างการสัมภาษณ์ โลกเองก็มีเรื่องราวมากมายปะปน ทั้งรอยยิ้มและน้ำตา เมื่อถึงคำถามสุดท้าย เราถามเธอว่า:
“ตอนนี้ 鄭欣宜 มีความสุขไหม?”
ไม่คาดคิดว่าเธอจะร้องไห้อีกครั้ง
“เหมือนยังไม่มีใครเคยถามฉันคำถามนี้”
หลังครุ่นคิดสักครู่ เธอกล่าวอย่างช้า ๆ:
“มีความสุข”
สองคำง่าย ๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง ดูน้ำตาที่ไหล เธอไม่ได้ร้องเพราะเศร้า แต่เป็นน้ำตาที่รวมรวมจากประสบการณ์หลายปี เต็มไปด้วยความรู้สึก อารมณ์ และความทรงจำ
จอยซ์เล่าว่า เช้าวันสัมภาษณ์เธอส่งข้อความถึงคนที่รักที่สุด เพื่อบอกว่ารู้สึกว่าได้อยู่ในสิ่งที่โชคดี การแลกเปลี่ยนเล็ก ๆ นั้นทำให้เธอซาบซึ้ง “ฉันอาจไม่เห็นด้วยกับมุมมองของคนรอบตัวเสมอไป แต่ถ้าคนสองคนยอมแบ่งปันและฟังมุมมองกัน นั่นคือการมอบความรักและเป็นวิธีหนึ่งที่ให้ความสุขแก่กัน ดังนั้น ฉันมีเพื่อนที่ยอมฟังและยอมแบ่งปัน มีเสื้อผ้าให้ใส่ มีข้าวกิน มีบ้านอยู่ จะไม่รู้สึกมีความสุขได้อย่างไร” เธอเก็บความรู้สึกไว้และส่งยิ้มให้เรา
เราเชื่อและขออวยพรให้เธอมีความสุขต่อไป
ชีวิตช่างมหัศจรรย์ คุณไม่มีทางรู้ว่าสถานีถัดไปของการเดินทางคืออะไร หรือจะเจออะไรบ้าง แต่จอยซ์เข้าใจดีว่ามีเพียงการเรียนรู้และเติบโตเท่านั้นที่จะทำให้การเดินทางไม่สูญเปล่า โลกกำลังเปลี่ยนไป และในวัย 35 ปีของจอยซ์ เธอยิ่งมั่นใจว่า คนไม่ได้เปลี่ยนไป แต่คนเติบโตขึ้น ดังนั้นฉันคิดว่าฉันในวัย 35 คือเวอร์ชันที่เป็นผู้ใหญ่มากที่สุดของตัวเอง

“แล้วในอนาคตอยากทำอะไรอีกไหม?”
จอยซ์คิดสักพักแล้วตอบว่า: “ฉันหวังว่า ก่อนฉันตาย จะได้ออกทัวร์ นี่เป็นสิ่งที่ฉันฝันมาตั้งแต่ยังเด็ก คือมีทีมหนึ่ง ขึ้นบัสหรือขึ้นเครื่องบินไปเล่นตามที่ต่าง ๆ พบผู้คนหลากหลาย” โลกไม่ได้จำกัดความเป็นไปได้ บางทีวันหนึ่งเราอาจได้เห็นเธอแสดงสดที่อีกมุมโลก และเพลงของเธออาจเดินทางไปทั่ว ทุกคนรอคอยวันนั้นและหวังว่า จอยซ์ จะฉายแสงต่อไป
–
Executive Producer:Angus Mok
Producer:Vicky Wai
Photography:Olivia Tsang
Videography:Andy Lee, Angus Chau
Styling:Vicky Wai
Make Up:San Chan
Hair:Milk Chan @ Xenter
Video Editor:Andy Lee
Editor:Carson Lin
Designer:Edwina Chan
Wardrobe:adidas, NET-A-PORTER, YOOX, SWAROVSKI, Maje


