งานจักสาน ในการใช้ชีวิตที่ฮ่องกง เราไม่น่าจะรู้สึกแปลกใจกับพืชชนิดนี้อย่างไม้ไผ่ เปิดสายตาในเมืองมักเห็นมุมที่มีการตั้งโครงนั่งร้านไม้ไผ่ มีเวทีการแสดงโอเปร่ากวางตุ้งบนแพไม้ไผ่ หรือไปนั่งดื่มชาที่ร้านติ่มซำแล้วเห็นตะกร้าไม้ไผ่วางเต็มโต๊ะ ก็ยิ่งทำให้น่ารับประทาน อีกทั้งที่นอนของผู้ใหญ่บางบ้านมักมีเสื่อไม้ไผ่ และความทรงจำการกลัวไม้เรียวจากสมัยเด็กๆ… ย้อนดูเหมือนจะพบว่าทุกก้าวของการเติบโตและชีวิตประจำวัน ล้วนมีเงาไม้ไผ่แฝงอยู่เสมอ
เมื่อไม่นานมานี้ ขณะผ่านย่านกว่านตง (Kwun Tong) ผมบังเอิญถูกชิ้นงานจักสานไม้ไผ่ชิ้นใหญ่ดึงดูดสายตา หลังจากพื้นที่ยวู่หมินฟง (Yue Man Square) ถูกรื้อถอนและยังไม่เห็นข่าวการพัฒนาใหม่ ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับทะเลไม้ไผ่ผืนนี้ เมื่อลองอ่านป้ายประกาศข้างๆ จึงทราบว่างานชิ้นนี้ชื่อว่า〈คลื่น · ฝั่ง〉 ออกแบบโดยแบรนด์ไม้ไผ่ “อีฮุ่ย” (Yee Wui)
ชั้นของคลื่นไม้ไผ่ที่ยกตัวขึ้นเป็นริ้วลม ครั้งนี้คอลัมน์ “บันทึกท่องเมืองศิลปะ” ได้เชิญ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “อีฮุ่ย” — Angus (ติง ฟ่อ จุ้น) มาร่วมพูดคุย เพื่อเข้าใจว่าฤดูดอกไม้ปีนี้เขาสร้างบรรยากาศไม้ไผ่ขึ้นมาได้อย่างไร

ตอนที่ 1 | ความรู้สึก“ไม้ไผ่”แบบที่ไม่เคยรู้จัก
Angus ก่อตั้งแบรนด์ “อีฮุ่ย” มาเป็นเวลา 6 ปี โดยมุ่งเน้นงานจักสานไม้ไผ่เป็นหลัก คำว่า “ช่างจักสานไม้ไผ่” (竹細工 / Takezaiku) หมายถึงช่างฝีมือแบบญี่ปุ่นที่ใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุเพื่อสานและประกอบเป็นสิ่งของ ทั้งผลงานใช้สอยในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์การประมง การเกษตร เครื่องชงชา ไปจนถึงงานศิลปะขนาดใหญ่
เดิมที Angus ทำงานด้านออกแบบภายในและงานศิลป์เบื้องหลังภาพยนตร์ ในปี 2018 เขาได้รับงานให้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้ามาใกล้ชิดงานจักสานไม้ไผ่มากขึ้น “ตอนนั้นผมจ้างผู้ผลิตจากแผ่นดินใหญ่ให้ทำ แต่ผลงานที่ได้มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำไม่ได้อย่างที่คิด จึงตัดสินใจลองทำด้วยตัวเอง” Angus กล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือความไม่พอใจและความอยากรู้อยากเห็นในตอนนั้น กลับกลายเป็นจุดตั้งต้นของแบรนด์นี้ “ผมเพิ่งรู้ว่าผลงานดีๆ ที่เห็นทั่วไป ต้องการช่างผู้มีทักษะสูงและประสบการณ์ยาวนาน และงานจักสานนี้กำลังเลือนราง จึงยากที่จะหาคนที่ทำได้ดีจริงๆ”

จากการมอง “เข้าใจผิด” เกี่ยวกับไม้ไผ่และประเมินความยากง่ายของจักสานผิดไป ได้ทำให้เขาเริ่มเข้าใจไม้ไผ่อย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ชิ้นแรกของเขาไม่ได้เป็นเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ แต่เป็นกระเป๋าไม้ไผ่ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการทำ ตั้งแต่ค้นคว้าข้อมูล ซื้ออุปกรณ์ เรียนสาน ไปจนถึงเดินทางไปเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นเพื่อพบช่างจักสาน—สิ่งที่เริ่มต้นเป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลาย กลับค่อยๆ กลายเป็นความมุ่งมั่นตลอดชีวิตของเขา
“ตั้งแต่แรกผมไม่ได้คิดมาก เพียงอยากให้คนรู้ว่าศิลปะนี้ทำได้ดีขนาดไหน และผมก็อยากบันทึกมันไว้” Angus กล่าวอย่างใจเย็น
ตอนที่ 2 | สัมผัส”ไม้ไผ่”
“เวลาทำงานต้องระวังว่าไม้ไผ่เป็นวัสดุจากธรรมชาติ จะเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นต้องเข้าใจขีดจำกัดและคุณสมบัติของมัน และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม วัสดุแต่ละช่วงอายุจะมีประโยชน์ต่างกัน”
เมื่อมองย้อนอดีตของชิ้นงานไม้ไผ่ในฮ่องกง น่าจะย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์การประมงอันยาวนาน ในชีวิตประจำวันของคนที่นี่มักพบสิ่งของจากวัสดุท้องถิ่น เช่น ตะกร้าไม้ไผ่ ไม้กวาด และเก้าอี้ไม้ไผ่ ตามบันทึกในหนังสือเรื่อง Hong Kong Bamboos ระบุว่าในฮ่องกงมีไม้ไผ่ถึง 61 ชนิด แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความสะดวกของไม้ไผ่ในท้องถิ่น “เพราะฮ่องกงเป็นพื้นที่เล็กและแคบ ฟังก์ชันและความสะดวกของไม้ไผ่จึงถูกขยายใช้งานทั้งในการก่อสร้างชั่วคราวและเครื่องใช้ในชีวิต แต่ของเหล่านี้อาจไม่ตอบโจทย์ตลาดปัจจุบันหรือรสนิยมคนรุ่นใหม่ จึงทำให้ผู้คนไม่ค่อยได้เห็นหรือเข้าใจมากนัก”

ดูเผินๆ อาจคิดว่าไม้ไผ่ไม่เกี่ยวกับศิลปะ แต่จริงๆ แล้วความงดงามและสง่างามของไม้ไผ่ถูกละเลยมายาวนาน ไผ่ถูกยกให้เป็นหนึ่งใน “เพื่อนยามหนาวทั้งสาม” ในวรรณกรรมจีนโบราณ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความงามสูงส่ง และปรากฏในบทกวี จิตรกรรมและดนตรียุคโบราณ นักปราชญ์สมัยก่อนยังแปลงไม้ไผ่เป็นเครื่องดนตรีและงานประดิษฐ์ที่มีคุณค่าทางความงาม แสดงออกถึงการแสวงหาคุณภาพชีวิต ผลงานจักสานของ Angus เช่น ตะกร้าดอกไม้ ตะกร้าผลไม้ ถาดไม้ไผ่ ที่กรองชา แผ่นรองหกเหลี่ยม และกรวยกรองกาแฟ ล้วนปราณีต ละเมียดละไม แฝงกลิ่นอายสไตล์ญี่ปุ่นที่สง่างาม ทำให้ลืมภาพไม้ไผ่ที่ยกมาใช้กับโครงนั่งร้านหยาบๆ ได้ทันที
“ในระบบการศึกษาและสภาพแวดล้อมชีวิตของเรา ไม่มีใครบอกให้เรา หรือเราก็ไม่ได้ตระหนักที่จะไปศึกษาว่าไม้ไผ่มีอะไรให้เรียนรู้”

ด้วยเหตุนี้ Angus ใช้เวลาพอสมควรในการศึกษาและทำความเข้าใจคุณสมบัติของไม้ไผ่ ขณะฟังเขาเล่าวิถีและประวัติศาสตร์ของจักสานไม้ไผ่ สีหน้าจริงจังเผยให้เห็นว่าเขาใส่ใจลงลึกเพียงใด งานจักสานต้องการความอดทนอย่างยิ่ง

เขาหยิบไม้ไผ่มาดูและกล่าวติดตลกว่าใช้เวลาครึ่งวันกว่าจะเปิดก้านไม้ไผ่ชุดเล็กๆ นั้นได้ ไม่เพียงแสดงให้เห็นความยากลำบากในการหาวัสดุแต่ละท่อน แต่ยังสะท้อนว่าลักษณะเดิมของเขาที่ใจร้อนถูกปรับกลายเป็นความละเอียดรอบคอบและความอดทนด้วยงานจักสาน อีกทั้งงานนี้ยังนำเขาใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านบนเกาะเปิ่งโจว ที่เงยหน้าเห็นทะเลและภูเขา บรรยากาศสงบเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เขามุ่งมั่นกับงานจักสานได้อย่างเต็มที่


ครั้งแรกคือการเริ่มต้น ครั้งที่สองคือความเชี่ยวชาญ
การเปลี่ยนจากมือใหม่สู่อาชีพช่างจักสานไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปไม้ไผ่ที่ซับซ้อนและใช้เวลา เช่น การขูดเปลือก การผ่า การคว้านบาง การกำหนดความกว้าง การแต่งความหนา การตัดมุม เป็นต้น ต้องเรียนรู้เทคนิคการสาน หลักการมัดกรอบและการเก็บขอบ การสานยังแบ่งเป็นชั้นในและชั้นนอก เพื่อเสริมความแข็งแรงและความสวยงาม โดยลายสานต่างๆ ยังสื่อความหมายและพรที่ต่างกัน ซึ่งล้วนต้องพิถีพิถัน


มองชิ้นงานไม้ไผ่บนโต๊ะ Angus ถอนใจว่า “ต้องลงมือทำหลายครั้ง ผ่านความล้มเหลวมากมาย ถึงจะได้ชิ้นสมบูรณ์”

เขาสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์ตั้งแต่ร่างแบบ ทดสอบวัสดุ วัดสัดส่วน พิมพ์แพตเทิร์น แล้วลงมือทำ เขาว่าการทำงานจักสานคือการตัดทิ้งและทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น ตะกร้าดอกไม้ที่ประณีตชิ้นนั้น ใช้เวลาเป็นเดือนและผ่านชิ้นที่ล้มเหลวมากมายก่อนจะลงตัว


“สิ่งที่ใช้เวลามากที่สุดไม่ใช่เทคนิค แต่เป็นการทำความชัดเจนให้กับความหมายที่ต้องการสื่อ และเรียบเรียงความคิดของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพื่อแปลงเป็นชิ้นงาน” Angus กล่าวด้วยความจริงจัง

จิตวิญญาณของงานช่างนี้ เขาได้เรียนรู้จากช่างญี่ปุ่น “วิญญาณการทำงานของญี่ปุ่นมีมาตรฐาน ช่างยังคงใช้ระบบครู-ศิษย์ และยอมรับการเรียนรู้อย่างยาวนาน พวกเขาไม่ลดทอนเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ของงานฝีมือ เพื่อรักษามาตรฐานของชิ้นงาน และแสดงความเคารพต่องานและประเพณี”


เขาจึงตั้งชื่อแบรนด์ว่า “อีฮุ่ย” (แปลว่า “สองรอบ”) สื่อถึงกระบวนการสานที่ต้องซ้อนลายอย่างน้อยสองชั้น การทำซ้ำเหล่านี้คือกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมโครงสร้างของงาน “ถ้าคุณอยากทำสิ่งใดให้ดี การสำเร็จเพียงครั้งเดียวไม่พอ แต่ต้องผ่านความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าและยังคงยืนหยัด นี่คือสิ่งที่ชื่อ ‘อีฮุ่ย’ เตือนใจผม”

เช่นเดียวกับการเติบโตของต้นไผ่ ในสี่ปีแรกอาจดูเติบโตช้า แต่ใต้ผิวดินรากได้ขยายตัวอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับที่เขาฝังโลกทัศน์ของตัวเองไว้เบื้องหลังงานจักสาน

รู้จักไม้ไผ่แล้ว ยังไม่อิ่มพอ
หากงานจักสานถือเป็นชีวิตที่สองของไผ่ มือของเขาก็เป็นเหมือนยารักษา ทำให้วัสดุมีชีวิตใหม่
เมื่อถามถึงแผนในอนาคต เขาตอบด้วยท่าทีนิ่งสงบ “ผมยังไม่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ คนอื่นอาจมองว่าผมทำเป็นอาชีพได้ก็ดีแล้ว แต่ความมุ่งมั่นในงานฝีมือนี้ของผมยังไม่ถึงเป้าหมาย ผมยังต้องทำต่อไป”

ผลงานของเขามักตีความงานจักสานดั้งเดิมให้เข้ากับวิถีชีวิตร่วมสมัย เขายังคิดค้นลวดลายใหม่ๆ (ผสมการสานลายภูเขาและคลื่น) จัดเวิร์กช็อป และออกแบบของใช้พกพาเล็กๆ เช่น เข็มประดับปมไม้ไผ่ กล่องใส่การ์ด เป็นต้น เขายังเคยสร้างงานติดตั้งขนาดใหญ่ชื่อ “สวนไผ่แห่งความปรารถนา” ที่ลานกลางของพื้นที่จอดน้ำในย่านเซ็นทรัล และทำปมไม้ไผ่ให้กับแบรนด์แฟชั่น Gucci อีกทั้ง Casa LOEWE Hong Kong ยังเก็บรักษาตะกร้าดอกไม้จักสานของเขา 《Sun》 แต่เวลาพูดถึงผลงาน เขาก็ยังคงถ่อมตัวเสมอ




ผลงานที่ผสมองค์ประกอบความงามร่วมสมัยเข้ากับงานที่ใช้ได้จริง ไม่เพียงทำให้ผู้คนมองงานจักสานในมุมใหม่ แต่ยังเห็นความมุ่งมั่นและความรักในงานฝีมือนี้ของเขา แสดงออกถึงพลังที่แข็งแกร่งของวัสดุ แต่เขากลับบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาไม่คิดว่าเขาเหมือนไผ่
“สำหรับผม ไผ่เป็นเพียงวัสดุ หน้าที่ของผมคือตีความและนำเสนอ ถ้าคนจักสานคนอื่นก็จะมีมุมมองของตัวเอง การใช้ไม้ไผ่ก็จะต่างกันไป” Angus กล่าว


งานสร้าง”ไม้ไผ่”แห่งกว่านตง ที่ลืมไม่ลง
ในช่วงหลัง Angus มุ่งผลงานโฟกัสไปที่ Art piece เมื่อตามเข้าไปในสตูดิโอที่ Wong Chuk Hang จะเห็นว่าพื้นที่จัดวางเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยไม้ไผ่: ข้างประตูวางไม้ไผ่ดิบ มุมหนึ่งจัดแยกไม้ไผ่ตามประเภท โต๊ะวางผลงานที่ยังทำไม่เสร็จ


ผลงานที่ทำให้เขาประทับใจมากที่สุดในช่วงนี้ คือผลงานติดตั้งที่กว่านตง ชื่อ〈คลื่น · ฝั่ง〉 “นี่เป็นงานติดตั้งศิลปะสาธารณะที่ร่วมกับสภาพัฒนาเมือง เนื่องจากที่ดินยังไม่สามารถพัฒนาเป็นโครงการถาวรได้ สภาจึงให้กลุ่มต่างๆ หรือศิลปินไปสร้างงานเชื่อมต่อชั่วคราว ผมเป็นหนึ่งในนั้น งานนี้ตั้งอยู่ที่ Yue Man Square ซึ่งมีภูมิศาสตร์ซับซ้อน จึงเกิดประเด็นถกเถียงค่อนข้างมาก ชิ้นงานต้องสอดคล้องกับรูปที่ดิน ความคาดหวังของลูกค้า และต้องคำนึงถึงภาพจินตนาการการพัฒนาของชุมชนและความคิดของตัวผมเอง ผมจึงใช้ไม้ไผ่ในขนาดใหญ่ ทำซ้ำจนกลายเป็นทะเลคลื่น หวังให้คนที่มาในพื้นที่ชั่วคราวนี้เกิดความเชื่อมโยงต่างๆ”
ที่ฮ่องกงมีโอกาสน้อยมากที่จะได้สร้างงานติดตั้งขนาดใหญ่ เพราะที่ดินมีมูลค่าสูงและพื้นที่จำกัด ทำให้คนรู้สึกไม่คุ้นเคยเป็นธรรมดา

เบื้องหลังคลื่นไม้ไผ่นั้น เล่าเรื่องอดีตของย่านกว่านตง ที่ก่อนถมดิน พื้นที่นี้เป็นแนวชายฝั่ง เคยหล่อเลี้ยงการเกษตรและการประมง งานติดตั้งจึงทำหน้าที่เหมือนการรื้อฟื้นร่องรอยประวัติศาสตร์
แม้รูปทรงงานดูเรียบง่าย แต่ Angus บอกว่านี่คือความท้าทายที่สุดในการสร้างสรรค์ครั้งหนึ่ง “ผมไม่เคยทำงานกลางแจ้งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือสภาพอากาศและพื้นที่ แต่ข้อดีของงานสาธารณะคือคุณได้มีประสบการณ์ร่วมกับผู้คนในพื้นที่ ทุกวันจะเห็นคนต่างหน้าและ


