ไขมันและความผอมเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนไล่ตามตลอดชีวิต แต่คำว่า “fat” ในภาษาอังกฤษมักฟังดูเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตรต่อร่างกาย
แล้วจริงๆ แล้ว ไขมัน เป็นภัยต่อสุขภาพมากกว่าหรือเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้ขาดความงามกันแน่?
ในขณะที่หลายคนพยายามซ่อนไขมัน หนีให้ไกล Canaan Fong (方迦南) กลับเลือกใช้ไขมันเป็นวัสดุทางศิลป์และชีวิต เธออยากให้เราเปิดใจและมองไขมันด้วยมุมมองใหม่
ความจำเป็นของไขมัน
เมื่อพูดถึงไขมัน หลายคนมักนึกถึง “แคลอรี” “พลังงาน” และ “ความอ้วน” หรือภาพมืดหม่นในโฆษณาลดไขมัน — ดังนั้นภาพพจน์ส่วนใหญ่จึงเป็นไปในทางลบ

แต่ตามชีววิทยา ไขมันมีอยู่ในหลายส่วนของร่างกาย: ประมาณ 80% เป็นชั้นใต้ผิวหนังที่ทำหน้าที่เก็บพลังงานและรักษาอุณหภูมิ ในขณะที่อีก 20% เป็นไขมันรอบอวัยวะซึ่งทำหน้าที่ปกป้องและยึดตรึง นอกจากนั้น สมองของเราก็ประกอบด้วยไขมันถึงประมาณครึ่งหนึ่ง ดังนั้นในบรรดาสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ไขมันก็ถือว่ามีความสำคัญ — ไม่ใช่ “เนื้อไขมันไร้ค่า” แม้คนที่ผอมมากก็ยังต้องการไขมัน
แม้เข้าใจเช่นนั้น แต่ไม่มีใครจะนิ่งต่อไขมันได้ Canaan Fong เคยเป็นคนที่วิ่งตามมาตรฐานความงามเช่นกัน เธอเล่าว่า “ตอนนอนดู Netflix เห็นเงาสะท้อนในทีวีก็ตกใจมาก เห็นเหนียง และคิดว่าตัวเองอ้วน จึงรู้สึกกดดัน” ความกดดันมาจากสายตาคนอื่นและมาตรฐานของโลก แต่เมื่อเปิดโซเชียลแล้วเห็นนางแบบญี่ปุ่นที่ผอมมากอย่างคิโกะ มิซึฮาระ (水原希子) ความคิดก็ผุดขึ้นว่า “ฉันคงไม่มีวันผอมเหมือนเธอ”

ความท้อแท้ในขณะนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอวาดหญิงผมแดงตัวอ้วนตัวแรกที่ชื่อ Gigi Fong (脂脂肪) ซึ่งน่าสนใจตรงที่ตัวละครมักเปลือยกาย มีเนื้อหนังอูมเต็มตัว แต่กลับจ้องคนดูด้วยความมั่นใจอย่างไม่เกรงกลัว

เธอเล่าว่า “หลังวาดเสร็จ รู้สึกได้ถึงความสบายของตัวละคร มันเหมือนกับว่า ‘ถึงจะหลังหนา จะอ้วนขึ้นอีกร้อยเท่า ก็ยังมั่นใจแบบนี้’ — ฉันก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง”
ไขมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
จากนั้นเธอจึงโพสต์ภาพตัวละครนี้ลงโซเชียล พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “ฉันรู้สึกว่ามีเด็กอ้วนแบบนี้อาศัยอยู่ในร่างฉัน” ผลลัพธ์คือมีคนเข้ามาคอมเมนต์ว่าพวกเขาก็รู้สึกเหมือนมีเด็กอ้วนแบบนั้นอยู่ทั้งข้างในและภายนอก จน Canaan ตกใจที่ได้รับความเห็นใจจากคนจำนวนมาก
ความไม่สบายใจเหล่านี้มีร่องรอยให้เห็น เช่น โฆษณาลดไขมันที่ใช้คนผอมเป็นพรีเซนเตอร์ หรือภาพในโซเชียลที่คนออกกำลังกาย คุมอาหารและบอกว่า “เหมือนอ้วนขึ้น” หรือ “ต้องลดน้ำหนักแล้ว” แล้วก็กลับมามองหน้าท้องตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คำถามคือยากกว่ากันระหว่างการทำให้ตัวเองตรงตามมาตรฐานโลก หรือต้องปรับตัวตามสายตาผู้อื่น Canaan ตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า “การคอยบอกตัวเองว่าฉันไม่ผอมพอ ไม่สวยพอ อาจเพราะเราเคยชินกับการสร้างความไม่สบายใจให้ตัวเอง”

ต่อมา Canaan สร้างบัญชีโซเชียลของตัวละคร Gigi Fong เพื่อเผยแพร่พฤติกรรมธรรมชาติแบบหยาบๆ ที่เธอเองไม่เคยจะโพสต์ในนามตัวเอง เธออธิบายว่าเริ่มจากภาพชีวิตประจำวันอย่างการยืนยกขา หรือจิ้มจมูก — มุมที่เธอมั่นใจว่าจะไม่ลงโพสต์ในชื่อของตัวเอง — และต้องการสร้างความสมดุลทางความคิดผ่านตัวละครนี้
“ตอนแรกฉันวาดฉากชีวิตธรรมดาๆ เพื่อสร้างสมดุลทางความคิด เช่น ท่ายืนยกขา การทำท่าที่ฉันแน่ใจว่าจะไม่โพสต์ด้วยตัวเอง” เธอกล่าว
“ไขมัน” ที่ซ่อนอยู่
“เธอเป็นเหมือน outer ego ทำให้ฉันพูดได้อย่างอิสระ ไม่ต้องถูกจำกัดโดย ‘ฟง’ (Canaan)”

Canaan เล่าถึงเส้นทางการทำงานศิลป์ของตัวเองตั้งแต่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนกลายเป็นศิลปินว่า นี่คือการเปลี่ยนจากการต่อสู้ไปสู่การปลดปล่อย สี่ปีที่ผ่านมา จากตัวละครแรก Gigi Fong สู่การจัดนิทรรศการ หนังสือภาพ การทำ “ไขใจการ์ด” ไปจนถึงผลงานล่าสุดชื่อ “Transform” ทุกก้าวเป็นไปตามสัญชาตญาณของเธอ “กระบวนการสร้างงานของฉันคือการตั้งใจรับรู้สัญชาตญาณในชีวิต” เธอกล่าว



แม้ผลงานดูเหมือนไร้แบบแผน แต่แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเธอ สิ่งที่เธออยากทำมากที่สุดคือสื่อสารความคิดและความในใจถึงคนใกล้ตัว — นั่นคือขอบเขตของ ‘Canaan Fong’
ตั้งแต่เด็กเธอถูกสอนให้เป็นในแบบที่คนอื่นต้องการ ทำให้ในใจของ Canaan มีแบบแผนหนึ่งที่คอยกำกับว่าเธอควรเป็นลูกสาวที่ดี หลานที่ดี แฟนที่ดี ลูกสะใภ้ที่ดี หรือแม่ที่ดี แต่วันหนึ่งคำถามว่า “ฉันเป็นใครกันแน่” ก็ผุดขึ้นมา และทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

“การค้นหาตัวตนจริงๆ ทำให้ต้องผ่านการแตกแยก การประสาน และการหาจุดสมดุล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อยืนยันตัวเองตลอดเวลา”
เมื่อเธอไปอยู่แคนาดาที่ไม่มีใครรู้จัก เธอถูกตัดขาดจากสิ่งคุ้นเคยและเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้น พอกลับฮ่องกง ชีวิตเธอเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับแม่ ทำให้มีเรื่องที่พูดไม่ได้ ต้องซ่อน หรือแม้แต่หลอกคนอื่นอยู่มากมาย
ผลงานจึงกลายเป็นทางออกให้กับ Canaan — สิ่งที่ถูกปิด ทับ และความกล้าที่ถูกเก็บ เธอปล่อยให้ ‘Gigi Fong’ เป็นพื้นที่บันทึกความทรงจำและเล่าเรื่องบาดแผลที่พูดไม่ได้ เช่น หนังสือภาพของเธอเรื่อง “You Say It’s Wrong” ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอเล่าอย่างตรงไปตรงมา “จริงๆ แล้วไม่มีใครผิดหรือถูกแท้จริง มีเพียงเราไม่ใช่คนเดียวกัน ฉันหวังให้เราหยุดโทษกันและกัน หยุดจมอยู่กับเรื่องนั้น และปล่อยให้ทุกคนมีทางของตัวเองเพื่อความสุข” เธอกล่าว


การสร้างงานช่วยให้เธอแสดงความเป็นตัวเองและเยียวยาให้ผู้อื่น ผลงานล่าสุด “Transform” เธอเขียนคำพูดที่เคยรุนแรงที่สุดที่พูดกับแม่ เช่น “ไม่มีใครบอกเธอว่าตอนนี้ผิดปกติหรือ” “โรคจิต” “ทำไมเธอถึงเลือกทางที่ผิด” “ฉันให้ชีวิตเธอมาเพื่ออะไร” — เธอบอกว่าหลังเขียนสองสัปดาห์ก็ยังไม่กล้ามองกลับ แต่เมื่อเห็นภาพเพื่อนตั้งท้องในโซเชียล เธอก็รู้สึกว่า รูปแบบนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีแต่โภชนาการ ความรัก และคำอวยพร และอาจเปลี่ยนความยึดมั่น ความขัดแย้งหรือความรัก-ความเกลียดได้

“การสร้างงานทำให้ฉันไม่กลัวการเผชิญหน้า และทำให้ฉันกล้าจะเป็นตัวเองมากขึ้น”

ยูโทเปียแห่งไขมัน
“ตอนเด็ก ภาพของการทำงานศิลปะสำหรับฉันคือการไปดูละครเวที ชมนิทรรศการ หรือประมูลงาน แต่เมื่อฉันเริ่มลงมือทำ กลับรู้สึกว่าตัวเองถูกกรอบไว้จากภาพลักษณ์เหล่านั้น งานของฉันไม่จำเป็นต้องอยู่บนเวทีศิลปะที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องการความใกล้ชิดกับคน” เธอหยุดแล้วพูดต่อว่า “เพราะการสร้างงานเป็นเรื่องส่วนตัวมาก มันเหมือนการเดินเข้าไปหรือสร้างโลกของตัวเอง แต่ฉันก็ชอบการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับคนอื่น”


Canaan เป็นคนชอบคุยมาตั้งแต่เด็ก และก่อนจะมีสตูดิโอก็เปิดพื้นที่ออนไลน์ให้คนมาแชร์ความในใจ ถึงแม้ไม่คิดจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์หรือจิตแพทย์ แต่การแลกเปลี่ยนเหล่านั้นกลับทำให้เธอได้พลังมากมาย ดังนั้นเมื่อถามถึงสิ่งที่เยียวยาเธอที่สุด เธอตอบทันทีว่า “การคุย” “เมื่อคุยหรือถามตอบกัน ฉันกำลังบอกความในใจของตัวเอง และฉันคิดว่าคนสมัยนี้ต้องการพื้นที่แบบนี้”

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอพบผู้คนมากมายและได้เห็นปัญหาหลากหลาย เธอจึงจัดตั้งสตูดิโอชื่อว่า “脂脂房” หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Gigi’s Room” เพื่อจัดเวิร์กช็อปเชิงเยียวยา หนึ่งในกิจกรรมคือบอร์ดเกม “เกมเปลี่ยนโต๊ะ” ที่ออกแบบมาให้คนมานั่งล้อมโต๊ะและคุยกันอย่างเป็นกันเอง


ท้ายที่สุด เธอก็พบพื้นที่ของตัวเองบนถนนสแตนตัน (Stanston Street) ซึ่งกลายเป็นสตูดิโอและสวนสาธารณะของผู้ใหญ่สำหรับเธอ “ฉันยังจำได้เพื่อนเคยบอกว่าการได้เริ่มต้นใหม่ในพื้นที่ที่โตมากับมันเป็นเรื่องโชคดีมาก” เธอกล่าว

เธอเดินไปมารอบพื้นที่นั้นด้วยความอ่อนโยนในสายตา เล่าเรื่องความทรงจำในวัยเด็ก ทั้งกิจกรรมในวันหยุดหรือมุมเล็กมุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความอบอุ่น ซึ่งทำให้สถานที่นี้มอบความรู้สึกปลอดภัยและสบายใจให้เธอ


เมื่อทราบว่าพื้นที่บนถนนสแตนตันว่างให้เช่า เธอรีบไปพบเจ้าของและเขียนจดหมายอธิบายเหตุผลที่อยากเช่า ทั้งความทรงจำตั้งแต่ไปโรงเรียน ข่าวการจากไปของพ่อ งานแรกที่ทำ และที่สำคัญคือแม่ยังอาศัยอยู่ใกล้ๆ ทำให้เธอต้องการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ที่นี่
“ฉันเขียนถึงความทรงจำวัยเด็ก เช่น การไปโรงเรียน ข่าวการจากไปของพ่อ งานแรกที่ทำ และแม่ยังอยู่แถวนี้ ทำให้ฉันอยากสร้างงานที่นี่” เธอกล่าว เปรียบพื้นที่เหมือนสวนสาธารณะในวัยเด็กที่ให้ความสุขพิเศษ “ดังนั้น ‘脂脂房’ นอกจากเป็นสวนสาธารณะของฉันแล้ว ยังเป็นสวนของผู้ใหญ่คนอื่นๆ ด้วย”

“ในชีวิตประจำวัน บางครั้งเมื่อเราแสดงออกแล้วมักถูกปฏิเสธหรือวิจารณ์ จนทำให้หยุดความตั้งใจที่อยากพูด แต่ในเกม ทุกคนมีเวลาพูด ไม่ได้เพื่อให้คำแนะนำที่ดีขึ้น แค่แชร์ความจริงของตัวเอง และ ‘脂脂房’ คือพื้นที่ให้คนคุยกับตัวเอง กลับสู่ตัวตนที่เริ่มแรกและบริสุทธิ์”


แนวทางหลากหลายในการจัดการกับไขมันสะสมในร่างกาย
แต่ถ้ามีไขมันแล้วจะยังนับว่า “สวย” ได้ไหม? เธอตอบว่า “คนต้องมีไขมันทั่วๆ ไปแน่นอน หากพูดว่าไขมันไม่ดี จะต้องคิดถึงปัญหาสุขภาพจากไขมันมากเกินไปจนเสี่ยงต่อโรค แต่ไขมันส่วนที่ผู้คนมักไม่ชอบ เช่น บนแขนหรือบนแก้ม จริงๆ แล้วมันน่ารัก”

คำพูดของมาริลิน มอนโร เคยกล่าวไว้ว่า: “ถึงสาวๆ ที่คิดว่าตัวเองอ้วนเพราะใส่ไซซ์เล็กสุดไม่ได้ — คุณต่างหากที่งดงาม สังคมต่างหากที่น่าเกลียด” Canaan จึงพัฒนาตัวละคร Gigi ให้มีรูปร่างและบทบาทต่างๆ ทั้งใส่จีวร บางทีก็เป็นเทียนเจลลี่ ราวกับคอสเพลย์เป็นทุกบทบาทโดยไร้ขอบเขต
“สำหรับฉัน ‘Gigi Fong’ คือวิธีเชื่อมต่อจิตวิญญาณกับผู้อื่น เพราะ ‘Canaan’ เหมือนเป็นแค่เปลือก ถ้าเราสามารถใช้ชั้นไขมันด้านในเชื่อมกับคนอื่นได้ นั่นแหละคือการสื่อสารที่ลึกซึ้ง ตื้นตัน และมีพลัง”

บางคนอาจเน้นเครื่องมือภายนอกและเทคนิคการวาดที่ซับซ้อน แต่เส้นทางของเธอกลับทำให้ผลงานบริสุทธิ์และกระชับขึ้น เพราะเธอได้ค้นพบความหมายที่แท้จริงของไขมัน
“เมื่อก่อนฉันคิดว่า ‘Gigi’ คือ Gigi และ ‘Canaan’ คือ Canaan พยายามแยกระยะให้ Gigi ทำสิ่งที่ Canaan ทำไม่ได้ พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ แต่ตอนหลังพบว่าเมื่อ Gigi และ Canaan รวมกัน นั่นแหละคือการเป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์”

การอยู่อย่างเปิดเผยต้องเผชิญกับความกลัว ดังนั้นเธอเลือกที่จะฉีกความเจ็บปวดออกมา แล้วปรุงรักษาในงานสร้างสรรค์ เมื่อถูกถามว่าเธอมองความงามอย่างไร เธอตอบว่า “ฉันคิดว่าความงามไม่เกี่ยวกับรูปลักษณ์ แต่เป็นความซื่อสัตย์เมื่อต้องเผชิญความมืดหรือแสงในใจของตัวเอง ทุกครั้งที่เรากล้าจ้องและเผชิญ มันจะพาเราไปสู่ตัวเองที่แท้จริงมากขึ้น”

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การแต่งเติมหลายชั้น แต่คือความกล้าที่จะเผชิญสิ่งจริง — นี่คือสิ่งที่เธอเดินผ่านมา และเชื่อว่าใครๆ ก็ทำได้ คุณพร้อมดื่มซุปใจเกี่ยวกับไขมันถ้วยนี้หรือยัง?


