Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

มัทฉะ vs ชาเขียว: ดื่มแบบไหนถึงดีต่อสุขภาพ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของชาวฮ่องกง ด้วยคอนเซ็ปต์ที่เน้นธรรมชาติและคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ เช่น มัทฉะลาเต้กลายเป็นแก้วยามบ่ายที่หลายคนขาดไม่ได้ แต่การดื่มมัทฉะลาเต้จากร้านเชนทุกวันก็เสี่ยงรับน้ำตาลสูงถึง 5 ช้อนชาต่อแก้วจากสูตรมาตรฐาน ทำให้เครื่องดื่มที่คิดว่าดีต่อสุขภาพกลับกลายเป็นกับดักของน้ำหนักขึ้นได้ เราจะมาดูว่ามัทฉะต่างจากชาเขียวอย่างไร และจะดื่มแบบไหนจึงจะได้ประโยชน์ด้านความกระปรี้กระเปร่าอย่างแท้จริง วันนี้เราขอเชิญโจอี้ (Joey / 黃彥澄 — นักโภชนาการที่ได้รับการรับรองจากสมาคมนักโภชนาการฮ่องกง) มาช่วยอธิบายทีละข้อ

ความต่างระหว่างมัทฉะกับชาเขียว: วิธีปลูกและการบดกำหนดการดูดซึมสารอาหาร

แม้มัทฉะ (Matcha) และชาเขียวทั่วไป (Green Tea) จะมาจากต้นชาเดียวกัน (Camellia sinensis) แต่วิธีการปลูก กระบวนการแปรรูป และวิธีดื่มต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติ

การปลูกแบบกันแดด (Shade-grown): ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 20–30 วัน ชาวไร่จะคลุมต้นชาด้วยตาข่ายกันแดด การหลบแสงแดดโดยตรงจะกระตุ้นให้ใบชาสร้างคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) และแอล-ธีอะนีน (L-theanine) มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสีของมัทฉะจึงสดกว่า รสขมลดลง และมีความหวานกลมกล่อมแบบอูมามิ (umami) มากขึ้น

การกินทั้งใบชาทั้งแผ่น: ชาเขียวทั่วไปมักใช้ใบชาชงเป็นน้ำ เราจึงดื่มเฉพาะสารละลายน้ำที่ละลายออกมา ส่วนกากใบจะถูกทิ้งไป ขณะที่มัทฉะจะนำใบที่ผ่านการนึ่ง แกะก้านและเส้นใยออก (เก็บเฉพาะเนื้อใบ เรียกว่า Tencha) แล้วนำไปบดด้วยหินจนละเอียดเป็นผง เมื่อนำผงมัทฉะมาชงดื่ม เราจึงรับประทานสารอาหารจากทั้งแผ่นใบอย่างเต็มที่ 100%

คุณค่าทางโภชนาการของมัทฉะ

เพราะเป็นการบริโภคทั้งใบ ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในมัทฉะจึงสูงกว่าใบชาทั่วไปอย่างชัดเจน โดยสารสำคัญตัวหลักคือเอพิแกลโลแคทเทชินกาเลต (Epigallocatechin gallate — EGCG) ซึ่งเป็นแคเทชินชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ และมีส่วนช่วยปกป้องหลอดเลือดรวมถึงลดความเสี่ยงการอักเสบเรื้อรัง

หลายคนดื่มกาแฟเพื่อความตื่นตัว แต่กลับเจอผลข้างเคียงเช่น มือสั่น ใจสั่น หรือความวิตกกังวล มัทฉะมีคาเฟอีนเช่นกัน แต่มีแอล-ธีอะนีน (L-theanine) สูง ทำให้เกิดความผ่อนคลายและความสงบ แอล-ธีอะนีนทำงานร่วมกับคาเฟอีนเพื่อให้การปลดปล่อยคาเฟอีนช้าลงและสม่ำเสมอ ผลคือให้ความตื่นตัวและความสามารถในการโฟกัสเป็นเวลานานประมาณ 4–6 ชั่วโมง โดยไม่เกิดอาการหมดแรงแบบกะทันหันหลังคาเฟอีน (caffeine crash)

กับดักมัทฉะ: เปรียบเทียบแคลอรี่และน้ำตาลในเครื่องดื่มมัทฉะรูปแบบต่างๆ

มัทฉะโดยตัวเองมีประโยชน์มาก แต่ผงมัทฉะดิบมีรสขมและกลิ่นสมุนไพร ทำให้สินค้าที่ขายตามท้องตลาดมักเติมน้ำตาลและนมเต็มมันเพื่อลดความขม ต่อไปนี้เป็นการประเมินแคลอรี่และปริมาณน้ำตาลของเครื่องดื่มมัทฉะที่พบบ่อย

ประเภทเครื่องดื่ม (ประมาณ 350 มล. / ขนาดกลาง)ประมาณแคลอรี่ (kcal)ประมาณปริมาณน้ำตาล (g)
มัทฉะบริสุทธิ์ไม่เติมน้ำตาล (ชงกับน้ำ)~ 50
มัทฉะนมสดแบบทำเอง ใช้ถั่วเหลืองไขมันต่ำ~ 8010 (แลคโตสธรรมชาติ)
มัทฉะผสมนมถั่วเหลืองไม่หวาน (ทำเอง)~ 1102.5
มัทฉะลาเต้จากร้านกาแฟเชน (ความหวานปกติ)~ 200 – 24024 – 30
มัทฉะปั่นแบบแฟรปปูชิโน (Matcha Frappuccino)~ 350 – 42050 – 65

มัทฉะบริสุทธิ์ไม่เติมน้ำตาล (ชงกับน้ำ):

เป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพที่สุด เนื่องจากชงด้วยน้ำธรรมดา จึงยังคงแคเทชินและสารต้านอนุมูลอิสระไว้ครบถ้วน และไม่เพิ่มพลังงานให้ร่างกายจากน้ำตาลหรือไขมัน

มัทฉะนมไขมันต่ำแบบทำเอง:

แก้วนี้มีพลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรีและมีน้ำตาลประมาณ 10 กรัม ซึ่งน้ำตาลมาจากแลคโตสในนมโดยธรรมชาติ ไม่มีการเติมน้ำตาลทราย นมไขมันต่ำตัดไขมันส่วนใหญ่ จึงเหมาะกับผู้ที่ควบคุมไขมัน แต่เนื้อสัมผัสจะไม่ครีมมี่เท่านมเต็มมัน ทำให้กลิ่นชาเด่นชัดขึ้น

มัทฉะผสมนมถั่วเหลืองไม่หวาน:

ใช้ถั่วเหลืองไม่หวานเป็นฐาน พลังงานอยู่ในระดับกลางและให้โปรตีนจากพืช เหมาะสำหรับมังสวิรัติหรือผู้ที่แพ้นมวัว

มัทฉะลาเต้จากร้านกาแฟเชน (ความหวานปกติ):

นี่คือ “กับดักแคลอรี่” หลายคนคิดว่ามัทฉะลาเต้ดีต่อสุขภาพ แต่ไม่รู้ว่าผงมัทฉะที่ร้านเชนใช้มักผสมผงน้ำตาลไว้แล้ว แม้สั่งหวานน้อยก็ยังหลีกเลี่ยงน้ำตาลสูงได้ยาก แก้วเดียวอาจใกล้เคียงครึ่งหนึ่งของขอบเขตการบริโภคน้ำตาลที่องค์การอนามัยโลกแนะนำต่อวัน (50 กรัม)

มัทฉะปั่น (Matcha Frappuccino):

เครื่องดื่มชนิดนี้นับว่าเป็นตัวการเพิ่มน้ำหนักชัดเจน เพื่อให้ได้เนื้อไอซ์ครีมเนียนนุ่ม มักเติมไซรัป น้ำตาล และนมเต็มมัน และมักปิดด้วยครีมข้น แก้วหนึ่งให้พลังงานเทียบเท่าข้าวสวยประมาณหนึ่งชามครึ่ง และน้ำตาลเกินเกณฑ์ที่แนะนำ จึงง่ายต่อการแปรเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมบริเวณท้อง

สามารถดื่มมัทฉะทุกวันได้ไหม?

ได้ แต่ต้องระวังปริมาณคาเฟอีน ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติควรจำกัดคาเฟอีนไม่เกินวันละ 300–400 มิลลิกรัม ผงมัทฉะบริสุทธิ์ประมาณหนึ่งช้อนชา (ราว 2 กรัม) มีคาเฟอีนประมาณ 70 มก. ดังนั้นการดื่มมัทฉะไม่หวานวันละ 2–3 แก้วถือว่าปลอดภัยและเป็นประโยชน์

เพราะมัทฉะยังมีฤทธิ์กระตุ้น ควรหลีกเลี่ยงการดื่มหลังบ่ายสี่โมงเย็น เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการนอนหลับ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ให้นมบุตร และผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน ควรจำกัดคาเฟอีนต่อวันไม่เกิน 200 มก.

ทราบข้อมูลเพิ่มเติม: โจอี้ (Joey / 黃彥澄) — นักโภชนาการที่ได้รับการรับรองจากสมาคมนักโภชนาการฮ่องกง
ศูนย์โภชนาการ Jia Ying (家營營養中心)” โจอี้เชี่ยวชาญการฟังและเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพื่อออกแบบเมนูที่อร่อยและหลากหลาย นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

EDITOR'S PICKคัดสรรโดยบรรณาธิการ