คุณเคยสังเกตไหมว่า แม้จะทากันแดดก่อนออกจากบ้าน แต่ผิวยังคล้ำลงและจุดด่างดำกลับชัดขึ้นเรื่อย ๆ? แท้จริงแล้วกันแดดเป็นเพียงชั้นป้องกันชั่วคราว หากแนวคิดหรือพฤติกรรมการใช้กันแดดของคุณผิด แม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่
พฤติกรรมที่ทำให้กันแดดไม่ได้ผล ข้อที่ 1: ใส่หมวกหรือใส่หน้ากากแล้วคิดว่าไม่ต้องทากันแดด
หลังยุคโควิด หลายคนคุ้นชินกับการใส่หน้ากากทุกวัน จึงคิดว่าหน้ากากปิดหน้าได้มากพอและไม่ต้องทากันแดด ความคิดนี้ผิดโดยสิ้นเชิง แม้รังสีอัลตราไวโอเลตมีความสามารถทะลุผ่านวัสดุบางชนิดได้ แม้จะใช้หน้ากากสามชั้นก็ไม่ได้แปลว่าหน้ากากมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV การใส่หมวกแม้จะช่วยบังแสง แต่รังสี UV ยังคงเล็ดลอดหรือสะท้อนเข้ามาสู่ผิว จึงยังต้องทาผลิตภัณฑ์กันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UVA และ UVB เป็นประจำ

พฤติกรรมที่ทำให้กันแดดไม่ได้ผล ข้อที่ 2: ทากันแดดแค่ครั้งเดียวก่อนออกจากบ้าน
ไม่ว่าค่า SPF หรือการป้องกันจะสูงเพียงใด ผลการปกป้องจาก UVA และ UVB ล้วนมีอายุการทำงานจำกัด แพทย์ผิวหนังและทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างย้ำว่าต้องทาซ้ำเป็นประจำ ไม่ใช่ทาเพียงก่อนออกจากบ้านเท่านั้น โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่มีเหงื่อและความมันบนผิว ผลการป้องกันอาจลดลงภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมง แนะนำให้ทาซ้ำทุกสองชั่วโมง และหากมีกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมทางน้ำ ควรทาซ้ำถี่กว่านั้น

พฤติกรรมที่ทำให้กันแดดไม่ได้ผล ข้อที่ 3: วิธีทากันแดดแบบทาเล็กน้อยหรือไม่ทั่วผิว
กันแดดทำหน้าที่เป็นชั้นปกป้องผิว ดังนั้นต้องทาให้ทั่วและมีปริมาณพอเหมาะจึงจะป้องกันได้จริง น่าเสียดายที่หลายคนลดปริมาณการทาเพราะไม่ชอบความเหนียวเหนอะหนะ คิดว่าทาบาง ๆ ดีกว่าไม่ทาเลย แต่ชั้นบาง ๆ มักไม่เพียงพอ ปริมาณที่ใช้ควรครอบคลุมทุกส่วนของใบหน้าและร่างกาย ในการทาให้ปาดไปในทิศทางเดียวกันเป็นแนวยาว แทนการวนเป็นวงหรือถูไปมาซ้ำ ๆ จะช่วยลดการเป็นขุยหรือเป็นก้อน และทำให้การกระจายเนื้อครีมเรียบเนียนกว่า



