Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

มาร์ติน มาร์จีเอลา: ผู้หายตัวแต่ฝากตำนานไว้บนแฟชั่น

มาร์ติน มาร์จีเอลา เป็นตำนานจากเบลเยียมที่ลึกลับที่สุดในวงการแฟชั่นสมัยใหม่ แต่ก็เป็นคนที่เปลี่ยนเกมได้รุนแรงที่สุด อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะคุ้นเคยกับตัวตนของมาร์ติน มาร์จีเอลา แต่หลายคนต้องเคยเห็นสัญลักษณ์จำง่ายสี่อย่างของเขา: สีขาว ป้ายเลขแบบว่างเปล่า รอยเย็บสี่เส้นที่ด้านหลังเสื้อ และรองเท้าแยกนิ้วอันแปลกตาอย่าง Tabi รวมถึงโมเดลที่ปรากฏบนรันเวย์ด้วยหน้ากาก

มุมมองงานออกแบบของมาร์ติน มาร์จีเอลา โชว์ป้ายสีขาวและสัญลักษณ์แบรนด์

การออกแบบที่ดูเหมือนไม่อยากถูกสังเกต กลับกลายเป็นคำประกาศความมีตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในวงการแฟชั่น — วิชวลที่ก้าวหน้า แต่มาพร้อมปรัชญาแบรนด์เชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค 1980s ที่แบรนด์ต่างพากันพิมพ์โลโกขนาดใหญ่เต็มหน้าอก ส่งเสียงด้วยความโอ่อ่าและสีสัน ทว่าในขณะนั้นก็มีคนหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาเป็นกระแสตรงกันข้าม

“มาร์ติน มาร์จีเอลา ที่เลือกจะหายไป?”
เหตุผลที่ไม่อยากเปิดเผยตัวตน และเคยเข้าไปทำงานที่ Hermès!

มาร์ติน มาร์จีเอลา ถือเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุคสมัยเดียวกัน และยังเป็นเหมือนตำนาน—ยังจำได้ว่าปี 2001 มีการถ่ายภาพมาร์ตินให้กับนิตยสาร แต่เขาจงใจไม่ปรากฏตัวต่อกล้อง ให้ทีมงานในชุดคลุมสีขาวขึ้นปกแทน และเว้นที่ว่างไว้เพื่อสื่อถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า “ทุกคนคือมาร์ติน มาร์จีเอลา”

ทีมงาน Maison Martin Margiela สวมชุดคลุมสีขาวแบบเดียวกันเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานเป็นทีม

เพื่อทำความเข้าใจการดีคอนสตรัคชันที่ดูแปลกและเย็นชาของมาร์ติน มาร์จีเอลา เราต้องย้อนกลับไปยังเมืองเล็กๆ ในเบลเยียม ชื่อ Genk

เกิดที่ Genk ในปี 1957 เขาสนใจแฟชั่นตั้งแต่เด็ก และได้รับแรงบันดาลใจจากงานออกแบบแนวหน้าบนโทรทัศน์ยุค 60s หลังจากจบจาก Royal Academy of Fine Arts Antwerp เขาทำงานเป็นฟรีแลนซ์เป็นเวลาเก้าสิบปี ก่อนจะเข้าร่วมเป็นผู้ช่วยออกแบบให้ Jean Paul Gaultier ในปี 1984 ซึ่งช่วยหล่อหลอมฝีมือของเขาต่อมา ในปี 1997 ดีไซเนอร์ผู้ก้าวหน้าคนนี้ก็สร้างความประหลาดใจเมื่อเข้ามามีบทบาทที่ Hermès ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เสื้อผ้าสตรี เขากล้าปรับเล่นกับคลาสสิกของแบรนด์ โดยเป็นผู้นำแนวคิดที่กลายเป็นไอคอน เช่น การทำสายรัดนาฬิกา Cape Cod แบบ Double Tour และผ้าไหมลาย Losange พร้อมนิยามความหรูแบบนิ่งสงบผ่านการใช้คัตติ้งผู้ชายและเดรสสีดำ

มาร์ติน มาร์จีเอลา ขณะทำงานร่วมกับ Hermès ช่วง 1998–1999
ภาพจาก Hermès ปี 1998/1999 ผ่าน Getty Images

ในปี 1988 เขาก่อตั้งแบรนด์ส่วนตัว Maison Martin Margiela และการสื่อสารสาธารณะทั้งหมดของแบรนด์มักออกผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์ทางแฟกซ์ เขามักใช้คำว่า “เรา” แทน “ฉัน” เพราะในโลกของมาร์ติน มาร์จีเอลา งานสร้างสรรค์ไม่ใช่ส่วนบุคคล แต่เป็นผลของความร่วมมือ ดังนั้นพนักงานทุกคนจึงสวมชุดคลุมสีขาวเหมือนกันโดยไม่เว้นวรรค

บรรยากาศสตูดิโอ Maison Martin Margiela กับเครื่องแต่งกายสีขาวที่เป็นเอกลักษณ์

ในยุคที่ใครๆ ก็อยากถูกมองและเปลี่ยนความสนใจเป็นความมีตัวตน มาร์ติน มาร์จีเอลา ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทำให้ตัวเอง ‘หายไป’ — ภาพถ่ายที่เป็นรูปโปรไฟล์ของเขาหายากมาก มีเพียงไม่กี่ภาพวัยหนุ่มที่หลุดออกมาเท่านั้น เขาไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่ถ่ายภาพโปรโมชัน ไม่ขึ้นมาทักทายบนเวที และแม้แต่สารคดีที่ถ่ายเกี่ยวกับเขา เขาก็ไม่ได้อยู่บนกล้อง ป้ายแบรนด์ของเขาก็ไม่พิมพ์ชื่อ แต่เป็นผ้าขาวที่มีรอยเย็บสี่เส้น ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์เล่าขาน

เขาเคยอธิบายว่าใบหน้าของดีไซเนอร์ไม่สำคัญ และปล่อยให้ผลงานเป็นเสียงแทนตัวตน เพราะแฟชั่นไม่ได้เป็นเวทีสำหรับการแสดงตัวตนของนักออกแบบเท่านั้น แต่นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับมนุษย์ในมิติเชิงกว้างกว่า

มาร์ติน มาร์จีเอลา ชอบสีขาวเป็นพิเศษ?

เมื่อพูดถึง Maison Martin Margiela เราจะนึกถึงสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ทันที — ป้ายผ้าสีขาวเปล่า และรอยเย็บสี่เส้นที่ด้านหลังเสื้อ ไม่มีชื่อแบรนด์ ไม่มีโลโก แต่กลับกลายเป็นเครื่องหมายจำเพาะ

จริงๆ แล้ว สีขาวของมาร์ติน ไม่ใช่สีน้ำเงินเย็นหรือขาวเนียนเทคโนโลยี แต่เป็นขาวที่มีความดิบและความโอบอ้อม ในขณะที่คนอื่นเลือกใช้สีเข้มและวัสดุหรูหรา มาร์ตินกลับเลือกขาวทั้งหมด เขาแยกโครงสร้างสูทออกมา รีไซเคิลเสื้อผ้าเก่า และยกระดับวัสดุราคาถูกให้กลายเป็นแฟชั่นชั้นสูง การโชว์ครั้งแรกในปี 1988 จัดขึ้นในโรงงานร้างย่านเขตที่สิบแปดของปารีส ผู้ชมต้องนั่งบนแผ่นไม้เก่า โมเดลสวมผ้าคลุมสีขาวเดินผ่านกำแพงอิฐ แสดงเจตนารมณ์แบบ ‘แฟชั่นต่อต้านแฟชั่นโชว์’ เพื่อประกาศท่าทีต่ออุตสาหกรรมแฟชั่น

ความยึดมั่นในขาวของเขาไม่ได้หยุดที่ป้าย — เขาทาสตูดิโอ โทรศัพท์ ชุดพนักงาน และแม้แต่ใบหน้าและเสื้อผ้าของโมเดลด้วยสีขาวแบบหนาๆ ตามเทคนิคที่รู้จักกันในชื่อ Bianchetto เทคนิคการทาสีหนานี้ทำลายแนวคิดเรื่องความเรียบร้อยและความสมบูรณ์แบบในเสื้อผ้าแบบเดิม พร้อมมอบความเป็น ‘นิรนาม’ ให้กับวัตถุ เพื่อให้ผู้ชมมองไปยังโครงสร้างและแนวคิดของเสื้อผ้ามากกว่าคนสวมใส่ เรื่องนี้บอกอะไรเราได้มากกว่าการสัมภาษณ์ครั้งไหนๆ — ปรัชญาการสร้างสรรค์ของมาร์ติน ฝังแน่นอยู่ในทุกเซลล์ของผลงาน

หลังเกษียณ เขาหายไปไหน?
และนี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์แฟชั่น: การประมูลที่ดีไซเนอร์ลงมือจัดเอง

ในปี 2009 มาร์ติน มาร์จีเอลา เงียบหายจากวงการแฟชั่น และหันไปทำงานศิลปะ แต่ทำไมคนที่รักความนิ่งสงบเช่นนี้ถึงเลือกทำเรื่องที่สะเทือนโลกอีกครั้ง?

ภาพเก่าสมัยหนุ่มของมาร์ติน มาร์จีเอลา ที่มีเผยแพร่อยู่จำกัด

สาเหตุคือ ตลอดหลายปีเขาย้ายคอลเล็กชันไปมาระหว่างที่ต่างๆ และยินยอมให้ยืมไปจัดแสดงเป็นครั้งคราว ตอนนี้เขาตัดสินใจปล่อยของทั้งหมดออกมา ไม่ใช่เพราะไม่แยแส แต่เพราะอยากให้ผลงานเหล่านี้ไหลเวียนไปสู่ผู้คนและสถาบันต่างๆ ให้คนจำนวนมากได้สัมผัส ถอดความหมาย และรับช่วงต่อ ก่อนหน้านี้ Sotheby’s เคยจัดการประมูลผลงานของ Margiela ในปี 2019 ซึ่งเป็นการประมูลขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง มีงาน 220 ชิ้น ในเดือนมกราคม 2025 Maurice Auction ร่วมกับ Kerry Taylor Auctions จัดงาน “Martin Margiela: The Early Years, 1988–94” ประมูลคอลเล็กชันยุคแรก 270 ชิ้นจากการสะสมของน้องสาวตระกูล Picozzi ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะของที่ส่งประมูลเป็นของที่มาร์ตินคัดและจัดเอง ทั้งเป็นความทรงจำ เรื่องราว และการบอกลาที่จริงใจจากเขา

การปล่อยของครั้งนี้ ไม่ใช่การทิ้ง แต่เป็นการส่งต่อ — ส่งปรัชญาการทำงานหลายทศวรรษคืนสู่โลกที่คอยเฝ้ารอให้เข้าใจมัน

มาร์ติน มาร์จีเอลา ให้ความเห็นว่า: “ตลอดหลายปีของการเคลื่อนย้ายและการยืมไปจัดแสดงตามที่ต่างๆ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะปล่อยและจากสิ่งที่เป็นสมบัติทางแฟชั่นบางส่วนของผม คอลเล็กชันชุดนี้มีช่วงปี 1984–2008 ประกอบด้วยภาพถ่าย ต้นฉบับสเก็ตช์ และวัตถุต่างๆ รวมทั้งงานที่ผมทำในช่วงล็อกดาวน์ด้วย หลังการคิดไตร่ตรองยาวนาน สิ่งที่ผลักให้ผมตัดสินใจส่งพวกมันออกไปยังสถาบันและนักสะสมทั่วโลก ก็คือความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะมอบความสุขให้กับพวกเขา”

มาร์ติน ร่วมมือกับ Maurice Auction และบ้านประมูลชื่อดังของอังกฤษ Kerry Taylor Auctions นำผลงานกว่า 200 ชิ้น ครอบคลุมผลงานระหว่างปี 1984 ถึง 2008 — รวมถึงผลงานออกแบบ รายการสเก็ตช์ ชุดคลุมสีขาวของทีมงาน และกว่า 60 ชิ้นจากคอลเล็กชัน Hermès ที่เขาเคยมอบให้มารดาผู้ล่วงลับ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แฟชั่นที่ดีไซเนอร์ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้ร่วมมือกับบ้านประมูล เปิดขายมรดกทางความคิดงานของตนเองอย่างเป็นทางการ

แต่ละชิ้นที่ออกสู่โต๊ะประมูลเป็นเสมือนประตูสู่เรื่องเล่า — แฟชั่นไม่เคยเป็นเพียงเสื้อผ้า และมาร์ติน มาร์จีเอลา ไม่ใช่แค่ดีไซเนอร์ แต่เป็นผู้ตั้งคำถามเรื่อยมาเกี่ยวกับความเงียบ การปฏิวัติ และความจริง

ไฮไลท์ที่ 1: “Blouse Blanche”(1988–2008)

บลูสสีขาว Blouse Blanche ที่ทีมงาน Maison Martin Margiela ใช้เป็นเครื่องแบบในช่วงปีแรกๆ

หนึ่งชิ้นแทนความทรงจำการทำงานยาวนานเกือบยี่สิบปี
“ในช่วงเริ่มต้นของ Maison Martin Margiela ทีมงานทุกคนสวมผ้าคลุมคอตตอนสีขาวชิ้นนี้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากชุด ‘blouse’ แบบดั้งเดิมในโลกของ Haute Couture ไม่ว่าจะเป็นโมเดลในช่วงลองเสื้อหรือพนักงานในเวิร์กช็อป ทุกคนจะใส่ชิ้นนี้ และชิ้นที่เห็นตรงหน้าเป็นของที่ผมเคยสวมในเวลาทำงาน” — มาร์ติน มาร์จีเอลา

ไฮไลท์ที่ 2: “The Veil”(1988–2008)

ผ้าคลุมและสเก็ตช์ผ้าคลุมสำหรับโชว์ The Veil ที่มุ่งเน้นให้เสื้อผ้าพูดแทนใบหน้า

“ตั้งแต่แรกผมตั้งใจสร้างหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าโมเดลทั้งหมด เพื่อให้ทุกสายตาหมดไปที่เสื้อผ้าแทนใบหน้า และทำให้เสื้อผ้าดูเป็นภาพเชิงนามธรรม ชิ้นนี้ยังเก็บร่องรอยการแก้ไขด้วยดินสอไว้อยู่ในสเก็ตช์งานวิจัย” — มาร์ติน มาร์จีเอลา

ไฮไลท์ที่ 3: “Telephone”(1988)

โทรศัพท์สีขาวที่มาร์ตินทาสีเป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางสายตาในสตูดิโอ

“ปลายยุค 80 ผมรู้ว่าตัวเองไม่สามารถใช้พื้นที่คอนกรีตสีเทาใหญ่โตและเฟอร์นิเจอร์สีดำแบบเดิมได้อีก ผมต้องเลือกทางตรงกันข้าม — สีขาว และต้องเป็นขาวที่ทับฉาบอย่างดิบหนา จากผนัง พื้น เฟอร์นิเจอร์คลุมผ้าจนถึงโทรทัศน์ แม้แต่โทรศัพท์ก็ถูกทาสีขาว จนเกิดภาษาทางสายตาที่ชัดเจน นี่คือโทรศัพท์ส่วนตัวของผม เพราะผมจำเบอร์ตัวเองไม่ได้จึงเขียนไว้บนเครื่อง” — มาร์ติน มาร์จีเอลา

ไฮไลท์ที่ 4: Graffiti “Tabi”(1991)

รองเท้า Tabi รุ่น Graffiti ที่มีลายมือและร่องรอยแห่งกาลเวลา

“เพื่อให้เข้ากับรูปsilhouette ที่ไม่ได้เป็นปกติ ผมอยากได้รองเท้าที่ทำลายกฎเกณฑ์รองเท้ายุคนั้น ผมต้องการความรู้สึกเหมือนเท้าเปล่า จึงคิดถึงรองเท้า Tabi ที่เคยฮิตในหมู่แรงงานญี่ปุ่น แม้ช่วงแรกจะไม่ได้รับความเข้าใจ ผมยังคงให้มันขึ้นรันเวย์จนได้รับความสนใจ สี่ทศวรรษผ่านไป รองเท้าคู่นี้ยังมีการผลิตขาย และคู่นี้มาจากนิทรรศการรวมครั้งแรกที่ Galliera ตอนนั้นผมเชิญผู้ชมเขียนบนผนังที่ถูกทาสีขาว โดยไม่คาดคิดว่าคนจะเขียนบนรองเท้าคู่นี้ด้วย ผมชอบร่องรอยธรรมชาติจากกาลเวลาและชีวิตที่เกิดขึ้นโดยไม่ถูกควบคุม” — มาร์ติน มาร์จีเอลา

ไฮไลท์ที่ 5: “Double Tour”

นาฬิกา Cape Cod ที่มาร์ตินปรับเป็นสาย Double Tour ขณะทำงานให้ Hermès

หนึ่งในสมบัติที่เต็มไปด้วยความทรงจำคือเรือนนี้ ระหว่างปี 1997–2003 เขาทำงานที่ Hermès และเขามอบผลงานมากมายให้กับแม่ผู้เป็นแรงสนับสนุน เมื่อแม่จากไป เขาเก็บชุดเหล่านั้นไว้เป็นเวลานาน ตอนนี้พวกมันจะถูกส่งต่อผ่านโต๊ะประมูล ความผูกพันระหว่างแม่ลูกคงเย็บแนบอยู่ในผืนผ้าไม่อาจตีค่าได้

“ตอนนั้นผมนึกถึงผู้หญิงที่ใส่นาฬิกา Rolex แบบผู้ชาย ผมอยากสร้างสัญลักษณ์ของพลังหญิงในยุคมิลเลนเนียล ผมไม่ได้ตั้งใจจะออกแบบหน้าปัดนาฬิกาใหม่ เพราะ Hermès มีผลงานเยี่ยมอยู่แล้ว สิ่งที่ผมอยากเปลี่ยนคือวิธีการสวมใส่ ผมชื่นชมนาฬิกา Cape Cod ที่ Henri d’Origny ออกแบบ จึงใช้หนัง Hermès cuir à brides ที่ผมชอบ แล้วยืดสายให้ยาวสองเท่า กลายเป็นรูปแบบการสวมใส่ใหม่ที่กลายเป็นไอเท็มคลาสสิกจนถึงปัจจุบัน” — มาร์ติน มาร์จีเอลา

รายละเอียดสายหนัง Double Tour ที่ถูกออกแบบโดยมาร์ติน ในช่วงร่วมงานกับ Hermès

MARTIN MARGIELA ARCHIVES PERSONNELLES
วันที่จัดแสดง: 4–8 กรกฎาคม 2569 | 11:00 – 18:00 (CEST)
วันประมูล: 9 กรกฎาคม 2569 | 14:00 (CEST)
สถานที่: 71 rue de la Fontaine au Roi, Paris เขตที่ 11

Source @maisonmargiela @kerrytaylorauctions @maurice_auction

EDITOR'S PICKคัดสรรโดยบรรณาธิการ