คอนเสิร์ต ครั้งแรกในรอบ 4 ปีของ Janice (衛蘭) จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ณ 紅館 ท่ามกลางวันที่ผันผวน เธอเลือกใช้ธีมว่า “Be Still” หวังให้ดนตรีเป็นพลังบวกปลอบประโลมจิตใจผู้ฟัง ความคาดหวังของแฟนเพลงเห็นได้ชัดจากการที่บัตรขายหมดในวันแรกที่เปิดจำหน่าย
เสียงใสหวานเป็นเอกลักษณ์ของ Janice ผสมผสานสไตล์ R&B ที่มีลายเซ็นเฉพาะตัว เพลงรักยุคแรกของเธออย่าง 《大哥》, 《心亂如麻》, 《My Love My Fate》, 《離家出走》 ต่างกลายเป็นเพลงฮิตคลาสสิกในความทรงจำของหลายคน แม้จะได้รับการยอมรับในฐานะนักร้องคุณภาพ แต่เส้นทางของเธอก็ไม่ใช่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีคนบอกว่าเพลงดังแต่เธอไม่ดังเท่าที่ควร ทำให้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนักร้องที่ถูกมองข้ามของวงการ
ผ่านทั้งขึ้นและลงในเส้นทางการร้องเพลง รวมถึงคำวิจารณ์เรื่องรูปร่างที่มีเข้ามามากมาย Janice เคยรู้สึกไม่สบายใจและเสียใจ แต่ในระหว่างการเดินทางอันยาวนานนั้น เธอได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ยอมรับ และใช้เพลง เช่น เพลง “It’s OK To be Sad” เป็นกำลังใจให้ทุกคนยอมรับทั้งข้อดีและข้อด้อยของตัวเอง กลับมามีความมั่นใจ และใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง
การซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองกลายเป็นบทเรียนสำคัญทั้งด้านดนตรีและการเติบโตของ Janice
เมื่อเข้าสู่วงการเกือบ 18 ปี ดนตรีของเธอเติบโตตามกาลเวลา ประสบการณ์มากมายทำให้ Janice เห็นว่าดนตรีเป็นพยานการเปลี่ยนแปลงและเพื่อนร่วมทางที่ช่วยให้เธอผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกดนตรีเธอได้แรงใจและแรงบันดาลใจให้พัฒนาตัวเองเป็นคนที่ดีกว่าเดิม เธอหวังว่าเวทีคอนเสิร์ต “Be Still” จะเป็นประตูที่นำผู้ฟังออกจากความอัดอั้น เปิดพื้นที่ให้ปลดปล่อยอารมณ์ และกลับคืนสู่สภาพจิตที่นิ่งสงบ (be still) ก่อนขึ้นเวที เธอมีทั้งความคาดหวังต่อโชว์และมุมมองต่อการเติบโตของตัวเอง ในด้านดนตรีเธอจะมีการทดลองอะไรใหม่ๆ บ้าง มารู้จักสภาพจิตใจของเธอก่อนคอนเสิร์ตกัน
“ในดนตรี ฉันเติบโตไม่หยุด”
ย้อนกลับไปปี 2004 Janice ได้รับการแนะนำจากเพื่อนจนเข้าตาผู้โปรดิวเซอร์ชื่อดัง 雷頌德 และได้ทำหน้าที่ร้องประสานให้ศิลปินรุ่นเก๋า 黎明 ซึ่งเพียงครั้งเดียวก็ทำให้สองนักดนตรีรุ่นใหญ่ประทับใจจนชวนเซ็นสัญญาเป็นศิลปิน ในช่วงแรกที่ Janice ยังไม่คล่องภาษาจีน บริษัทให้เธอร้องเพลงจีนในเวอร์ชันภาษาอังกฤษก่อน เช่น การร้องคัฟเวอร์เพลง “我這樣愛你” และ “情深說話未曾講” ต่อมาจึงส่งซิงเกิลจีนจริงจังคือ “不可一世” และ “情深說話未曾講” ที่น่าสนใจคือ แม้เพลงจะถูกส่งออกและเสียงที่เป็นเอกลักษณ์จะดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน แต่ในช่วงแรกยังไม่มีใครรู้ว่าใบหน้าผู้ร้องคือใคร กระทั่งเดือนเมษายน 2005 Janice เปิดตัวต่อสาธารณะพร้อมอัลบั้มเดบิวต์ “Day & Night”
การเดบิวต์ของ Janice เป็นปรากฏการณ์ เสียงที่มีสำเนียงต่างประเทศเล็กน้อยกลายเป็นจุดเด่นของวงการเพลงในเวลานั้น และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันเธอปล่อยอัลบั้มที่สอง “My Love” ซึ่งรวมเพลงฮิตคุ้นหูอย่าง “大哥” “心亂如麻” และ “今夜你會不會來” ปิดท้ายปีนั้น Janice คว้ารางวัลนักร้องใหม่ยอดเยี่ยมจากสี่งานมอบรางวัลใหญ่ และยังเป็นศิลปินท้องถิ่นคนแรกที่ติด 5 คนสุดท้ายของรางวัลจากสถานีวิทยุ Commercial Radio ภายในปีแรกของการเดบิวต์
จนถึงวันนี้ เสียงและอารมณ์ของ Janice ละเมียดละไมขึ้น งานเพลงไม่ใช่แค่เพลงรักธรรมดาแต่ละโน้ตเหมือนไหลเข้าไปในหัวใจผู้ฟัง การเปลี่ยนแปลงในการทำงานดนตรีของเธอ เธอเชื่อว่ามาจากการเติบโตของตัวเอง

“ฉันรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ภายในมีความคิดและความรู้สึกมากขึ้นที่อยากถ่ายทอด” เธอกล่าว พร้อมกับการเปลี่ยนเข้าสังกัดใหม่ที่ให้เสรีภาพด้านการสร้างสรรค์มากขึ้น พื้นที่ในการทดลองเพิ่มขึ้นจึงทำให้ผลงานมีความเปลี่ยนแปลงและเซอร์ไพรส์มากขึ้น
ในปีหลัง Janice ผลิตผลงานมากขึ้น ปีนี้ยังเป็นปีที่เธอออกอัลบั้มลำดับที่สี่หลังจากย้ายค่าย เธอเล่าว่า “ในฐานะนักร้อง ฉันหวังว่าจะเติบโต ท้าทายตัวเอง และมีความก้าวหน้า บริษัทให้อิสระกับฉันมากขึ้น ทำให้มีโอกาสค้นหาและทดลองแนวดนตรีต่างๆ”
“ดนตรีเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขต มันมีพื้นที่ให้คุณสำรวจและทำได้ดีขึ้นเสมอ”
ผ่านการทำงาน 17 ปี ความสามารถของเธอได้รับการยอมรับ แต่ภาพลักษณ์และรูปลักษณ์กลับกลายเป็นเรื่องที่ถูกล้อเลียนตั้งแต่แรก “ตอนแรกฉันแคร์มากว่าคนจะมองฉันอย่างไร—จนบริษัทพูดว่า ‘เธอไม่ผอมพอ'” แม้ว่าปัจจุบันเรื่องรูปร่างยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึง Janice ก็เรียนรู้ที่จะจัดการกับแรงกดดันนั้น โดยหัวเราะว่า “ฉันยังจำได้ว่าตอนที่ฉันผอมสุดๆ ก็ยังถูกบอกว่าอ้วน ฮ่าๆ ในเรื่องนี้ฉันคงชนะไม่ได้”
ทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อรู้ว่าคุณเปลี่ยนมุมมองคนไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเปลี่ยนตัวเอง “เมื่อฉันเริ่มฝึกเวท รู้จักรักตัวเองและยอมรับตัวเอง ฉันรู้สึกมีกำลังใจขึ้น นั่นแหละทำให้ฉันมีความมั่นใจและไม่ค่อยสนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร”
Janice ยอมรับว่าเป็นคนร้องไห้ง่าย อารมณ์ขึ้นลงง่าย ในฐานะศิลปินย่อมเจอคำวิจารณ์มากมายรวมถึงการถูกโจมตีอย่างรุนแรง โชคยังดีที่มีดนตรีเป็นที่ระบาย เมื่ออารมณ์ขึ้นลง เธอเล่าว่าไม่สามารถแบกรับคนเดียวได้ ต้องยอมรับและเผชิญหน้ากับความรู้สึก ถึงจะสบายใจ ดนตรีจึงเป็นพื้นที่ให้เธอได้ปลดปล่อย เธอกล่าวว่า “สิ่งนี้มีผลต่อดนตรีของฉัน ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน วิธีเผชิญปัญหา วิธีเอาชนะ และวิธีแสดงออก”

“ดังนั้น ฉันคิดว่าในดนตรี ฉันเติบโตไม่หยุด” Janice กล่าวต่อ แม้บุคลิกอาจไวต่ออารมณ์และเธอยอมรับว่ามัก “คิดมากไปไกล” แต่การเดินร่วมกับดนตรีในเส้นทางการเติบโตทำให้เธอสามารถปล่อยวางความไม่สบายใจได้อย่างรวดเร็ว
“ตอนนี้ฉันรู้สึกขอบคุณและพึงพอใจ แต่ยังอยากค้นหาและสำรวจอีกมาก” นี่คือความปรารถนาลึกที่สุดของเธอในตอนนี้
“หวังว่าด้วยคอนเสิร์ต ทุกคนจะได้สงบลงและปลดปล่อยบางสิ่ง”
คำว่า “ก้าวข้าม” เป็นประเด็นที่ Janice กลับมาพูดบ่อย ในขณะที่เธอประสบความสำเร็จทั้งรางวัลส่วนตัวและรางวัลเพลง/อัลบั้ม การก้าวข้ามในด้านดนตรีและการสร้างสรรค์ยังนำความท้าทายใหม่ๆ มาให้เธอเช่นกัน
“ด้านการแต่งเพลงจริงๆ ต้องค่อยเป็นค่อยไป เรื่องพวกนี้เร่งไม่ได้ ทุกอย่างเป็นการเดินทาง” น้ำเสียงของเธอเงียบและหนักแน่น เธออยากลงมือเองมากขึ้น ทำสิ่งที่ต้องการเพราะนั่นคือการเติบโตไม่ใช่ยืนอยู่ในกรอบเดิม เธอกล่าวว่า “ฉันอยากลงมือทำเองมากขึ้น แต่งเพลง ทำสิ่งที่ฉันอยากทำ เพราะนั่นแหละคือการเติบโต ไม่ควรหยุดอยู่ที่ความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง ควรยืดตัวเอง (stretch) เพื่อรับการท้าทายใหม่ๆ”
เรื่องความท้าทาย หนึ่งอัลบั้มต่อปีกลายเป็นความจริง แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือคอนเสิร์ตที่จะมีขึ้นเดือนหน้า นี่เป็นครั้งที่ 5 ของเธอบนเวที 紅館 ซึ่งควรจะถือว่าคุ้นเคย แต่ Janice ยอมรับว่าเธอก็ยังตื่นเต้นมาก ถึงแม้การเตรียมงานจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ความตื่นเต้นนั้นยังไม่หายไป “จริงๆ ก็มีความกังวลนะ เพราะหลังการระบาดเรามีโอกาสแสดงน้อยลง แม้กระทั่งเวทีที่เล็กกว่า” แล้วจู่ๆ ก็ต้องกลับมายืนบน ‘紅館’ อีกครั้ง จึงรู้สึกตื่นเต้น”

ผลจากการระบาด ทำให้แม้แต่ศิลปินที่มีประสบการณ์อย่างเธอรู้สึกว่าความคุ้นเคยของการร้องเพลงบนเวทีลดลง แต่ในแง่นั้นเองก็เป็นแรงจูงใจให้เกิดไอเดียทำคอนเสิร์ต โดยคอนเสิร์ต “Be Still” สะท้อนแนวคิดว่าโลกตอนนี้ไม่มั่นคงมากนัก มีเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โรคระบาดหรือความขัดแย้งต่างๆ เมื่อหลายสิ่งไม่แน่นอน เราควรรักษาอะไรไว้ข้างใน Janice อธิบายอย่างหนักแน่นว่า “คือการต้องเป็น ‘very still’—Be Still Inside เพื่อให้เกิดความสงบ”
สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ เธอไม่ได้มองว่าเป็นเพียงการกลับมาพบแฟนหรือระลึกถึงบางสิ่งเท่านั้น แต่หวังใช้เวทีนี้เป็นช่องทางให้ผู้ชมได้เงียบลงและปลดปล่อยอารมณ์ผ่านดนตรี เธอเล่าว่านี่เป็นคอนเสิร์ตที่เธอใส่ใจมาก มีนักดนตรีเข้าร่วมถึง 19 คน รวมทั้งการใช้วงสายสตริงและฮอร์น และงานภาพที่จะสื่อสารข้อความพิเศษบางอย่าง
นอกจากนี้ Janice ยังเปิดเผยว่า “อารมณ์” เป็นรากฐานของคอนเซ็ปต์ ดังนั้นแต่ละพาร์ตของโชว์จะนำเสนออารมณ์ที่ต่างกัน บางส่วนเน้นความผ่อนคลาย บางส่วนจะมีโทนมืดกว่าเล็กน้อย หรือมีมุมที่เป็นร็อก
Janice ย้ำว่าอยากมอบคืนพิเศษให้แฟนๆ ในฮ่องกง แกนกลางของการออกแบบโชว์จึงต่างจากคอนเสิร์ตแบบดั้งเดิม เธอมุ่งหวังให้ผู้ชมโฟกัสที่ดนตรีและรับรู้พลังการเยียวยาจากมัน “ฉันอยากให้คนรู้สึกรัก สันติ และความสุข ผ่านดนตรี” ในยุคที่สถานการณ์ไม่แน่นอน การหาความปลอบโยนเป็นเรื่องหรูหราแต่คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอกล้าจัดการแสดงนี้เอง แล้วเธอต้องการอะไรจากการแสดงครั้งนี้?
“คือฉันอยากเป็นตัวเองที่สบายที่สุด และเป็นอิสระที่สุด หวังว่าจะได้ร้องอย่างปลดปล่อยโดยไม่เสียเสียง ฮ่าๆ”
“ว้าว เธอคือดีว่า”
คอนเสิร์ตเป็นโปรเจกต์สำคัญของ Janice ในปี 2022 แต่ช่วงต้นปีเธอก็ประกาศข่าวใหญ่อีกเรื่องคืออัลบั้มใหม่ที่ผลิตโดยทีมผู้หญิงทั้งหมด ซึ่งตั้งใจจะใช้ดนตรีพูดถึงเรื่องสิทธิสตรีและความเป็นอิสระของผู้หญิง เพลงนำชุดแรก “Little Miss Janice” เผยมุมของเด็กในตัวเธอ และเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอออกผจญภัยทางดนตรีร่วมกับกลุ่มผู้หญิงนักดนตรี ในซิงเกิลที่สอง “風靡” เธอชวน Sophy 王嘉儀 และ 王樂儀 มาแต่งเพลงและเนื้อร้อง ถ่ายทอดความงามที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดของผู้หญิงล่าสุดเธอยังปล่อยเพลงร่วมกับ Serrini(梁嘉茵) นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่มาช่วยเติมความสดให้ผลงาน
Janice เล่าความรู้สึกที่ร่วมงานกับ Serrini อย่างตื่นเต้นว่า “การทำงานด้วยกันสบายมาก เธอทำหน้าที่โปรดิวเซอร์เหมือนครู ฉันก็เหมือนนักเรียนที่กำลังเรียนรู้” เธอเปิดเผยว่าทั้งสองยังไม่รู้จักกันมาก่อนจนกระทั่งเธอไปดูคอนเสิร์ตของ Serrini และรู้สึกสะดุดกับการแสดงของเธอทันที “เหตุผลที่อยากร่วมงานมาจากครั้งหนึ่งที่ฉันไปดูคอนเสิร์ตของ Serrini พอเห็นเธอแสดง ฉันก็แบบว่า: ‘ว้าว เธอคือดีว่า’ จริงๆ ฉันอยากก้าวข้ามด้านการแต่งเพลงและร่วมงานกับศิลปิน/คนแต่งเพลงที่ต่างกันไป Serrini ฉันคิดว่าเสียงและดนตรีของเธอโดดเด่นในเจเนอเรชันนี้ ดังนั้นเมื่อคอนเซ็ปต์อัลบั้มชัดเจน ฉันก็อยากให้เธออยู่ในอัลบั้มนี้” หลังโชว์จบ Janice ก็ตรงไปทักทายที่หลังเวทีและชวน Serrini ทำงานร่วมกัน ซึ่ง Serrini ก็ตอบตกลงทันที เป็นการรวมตัวของสองนักร้องหญิงที่สร้างประกาย
“ชีวิตเหมือนแม่น้ำ บางครั้งตามไหลไปอาจจะสบายกว่า”
เพราะต่างยุคสมัย ตัวชี้วัดความสำเร็จของศิลปินยุคเธอเคยเป็นยอดขายและจำนวนการเปิด/สตรีม ต่อมาปีที่แล้ว Janice ปล่อยเพลง “It’s OKAY To Be Sad” และคว้ารางวัลชาร์ตอันดับหนึ่งทั้งสี่สถานี ซึ่งเป็นแทร็กที่สองในชีวิตที่ทำได้หลังจากเพลงดังปี 2006 “離家出走” การได้รางวัลอีกครั้งหลัง 16 ปีแสดงให้เห็นว่าการยอมรับจากสาธารณะยังคงอยู่ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือเพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขการฟังหรือการแชร์ แต่สะท้อนความรู้สึกและการเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างแฟนเพลงกับเธอ
เมื่อถามว่าในวัยนี้ Janice ต้องการสร้างผลงานแบบไหนถึงจะพึงพอใจ เธอตอบอย่างเรียบง่ายว่า “มันน่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์ (emotions)” Janice เล่าอย่างสงบว่า บางครั้งเทคนิคอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่การบันทึกทำนองที่มีสีสันและชั้นอารมณ์บางครั้งก็ควรเก็บไว้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ความสัมพันธ์ของเธอกับการแต่งเพลงก็พัฒนาไปอีกขั้น “ตอนหนุ่มๆ ฉันตามหาชื่อเสียง เงิน และความหรูหรา แต่ตอนนี้ฉันตามหาความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับดนตรี แน่นอนว่าในดนตรียังมีความสมบูรณ์แบบของเทคนิค แต่หากมีทั้งเทคนิคและอารมณ์ นั่นแหละคือความสมบูรณ์แบบมากขึ้น”

ไม่มีข้อโต้แย้งว่า “It’s OKAY To Be Sad” เป็นผลงานที่ติดตรึงใจคนฟังของ Janice ในช่วงหลังนี้ และเธอเองก็เห็นด้วย เพลงนี้มีที่มาจากเรื่องราวที่หนักหน่วง Janice เล่าว่า “เพลงนี้มาจากเพื่อนคนหนึ่งของฉัน เธอเป็นแม่ และลูกชายของเธออายุ 22 ปี ได้ฆ่าตัวตายจากไป ฉันอยากใช้เพลงเป็นเครื่องปลอบใจให้เธอ” ผลงานนี้ถูกพูดถึงมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ Janice ซาบซึ้งที่สุดคือข้อความจากแฟนเพลงที่บอกว่าเพลงช่วยเยียวยาพวกเขาได้จริง
เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ Janice รู้สึกได้ว่าคำพูดนั้นจริงใจ “เพราะนี่คือเรื่องจริง—it’s okay to be sad, it’s okay to be angry—ให้ตัวเองได้รู้สึกกับอารมณ์เหล่านี้ แต่สุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและพยายาม move on” ประโยคสั้นๆ นี้ทำให้รู้สึกว่าเธอได้ผ่านเรื่องราวมามากและเติบโตขึ้นมาก
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับดนตรีในอนาคต Janice มองเห็นการเปลี่ยนแปลงและคาดหวังสิ่งใหม่ๆ เธอเปรียบตัวเองเป็นเชฟคนหนึ่งที่ต้องฝึกฝนเขียนเพลงอยู่เสมอ “You just practise, เขียนเพลงมากขึ้น บางครั้งอาจเขียนไม่ดี แต่การฝึกฝนจะทำให้ดีขึ้น” เธอรอคอยการก้าวกระโดดใหม่ๆ ในมิติของงานแต่งเพลง

“ฉันทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ด้วยความตั้งใจ นั่นคือหน้าที่ของฉัน I just want to do the best I can”
ด้วยดนตรีที่เป็นเครื่องมือให้เธอเผชิญตัวตนและกล้าแสดงออกอย่างจริงใจ การเป็นตัวของตัวเองคือแรงขับเคลื่อนและเป้าหมายของ Janice ต่อจากนี้เธอหวังจะพาผู้ฟังสำรวจมุมกว้างของดนตรีมากขึ้น “หวังว่าทุกคนจะเปิดใจรับฟังแนวดนตรีและไอเดียที่ต่างออกไป”
การเติบโตมักเป็นเรื่องแปลกประหลาด มันเปลี่ยนคุณโดยไม่รู้ตัว ทั้งความคิด ทัศนคติ และวิธีปฏิบัติตัว โดยเฉพาะการดูแลตัวเอง ผ่านชีวิตและประสบการณ์ที่ผ่านไป คุณจะเรียนรู้จักตัวเองและโชคดีกว่าบางคนได้เรียนรู้ที่จะรักและชื่นชมตัวเอง
Janice บอกว่าผลลัพธ์ของการเติบโตที่เธอชื่นชมที่สุดคือ ไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป “สิ่งที่ฉันชอบในตัวเองคือ เมื่อจัดการเรื่องต่างๆ ฉันไม่ต้องยึดติดมากนัก เรียนรู้ที่จะปล่อย เปิดรับและสัมผัสสิ่งต่างๆ มากขึ้น แทนที่จะควบคุมมากจนเกินไป” เธอหัวเราะอายๆ ก่อนยิ้มเขินและถอนหายใจ “บางครั้งชีวิตก็เหมือนแม่น้ำ you just… ตามมันไป flow จะรู้สึกสบายขึ้น”
เมื่อก้าวเข้าใกล้วัย 40 Janice ให้ความรู้สึกสบายและเป็นตัวของตัวเองในการถ่ายแบบและการให้สัมภาษณ์ เสียงใสและรอยยิ้มที่หนักแน่น ทุกคำพูดมีความชัดเจน เป้าหมายชีวิตของเธอชัดเจนขึ้น ตอนนี้เธอทำเพื่อความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เพื่อเตรียมคอนเสิร์ต เธอฝึกฝนร่างกายเพิ่มความทนทาน ดูแลรูปร่างจนดูสมส่วนและแข็งแรง หวังว่าจะได้พบกันบนเวทีในสภาพที่ดีที่สุด เพื่อให้เธอยังคงสดใสและใช้ดนตรีเยียวยาพวกเรา
———
Executive Producer:Angus Mok
Producer:Vicky Wai
Photography:Phoebe Wong
Videography:Andy Lee, Joyce Che
Styling:Vicky Wai
Make Up:hongjai_makeup
Hair:Jamie Lee@JamieLeeHair
Video Editor:Joyce Che
Editor:Carson Lin
Designer:Edwina Chan
Wardrobe:Chloe, Net-A-Porter, Jimmy Choo, Chopard


