กลิ่นมักซื่อสัตย์กว่าความทรงจำ เงียบๆ เก็บความทรงจำ อารมณ์ และขั้นตอนการเติบโตของคนๆ หนึ่ง ไว้บนผิวและในกาลเวลา; ส่วน น้ำหอม ก็เป็นขวดเล็กที่กักเก็บความทรงจำของกลิ่นไว้ เมื่อฉีดบนผิวทุกครั้ง ราวกับได้ย้อนเวลาอีกครั้ง
สำหรับคาริน่า (Carina / 李晞彤 — สมาชิกวง VIVA จากฮ่องกง) และอาดา (Ada / 姜咏鑫 — สมาชิกวง VIVA จากฮ่องกง) กลิ่นที่ต่างกันก็สะท้อนการเติบโตที่ไม่เหมือนกัน: ตั้งแต่ความฝันวัยเยาว์ที่ยังเปราะบางเหมือนโน้ตท็อปคอยถูกค้นพบ จนเมื่อเข้าสู่วงการกลายเป็นโน้ตรองที่ชัดเจนและแน่วแน่ ก่อนจะตกผลึกเป็นโน้ตฐานที่อ่อนโยนและสงบนิ่ง
ในเดือนพฤษภาคมนี้ เราพาเดินตามกลิ่นเพื่อสัมผัสว่าพวกเธอค่อยๆ ลอกเปลือกความเยาว์วัยและ調配 (ผสม) กลิ่นแห่งการเติบโตที่เป็นของพวกเธอและของ VIVA อย่างไร
ทุกครั้งที่ฉีดน้ำหอม โน้ตแรกคือสิ่งที่ชัดที่สุดและเด่นที่สุด — เหมือนก้าวแรกเข้าสู่อาชีพ ที่มีทั้งความตื่นเต้นและความไร้เดียงสา
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น คาริน่าและอาดาอาจพบกันในรายการแห่งหนึ่ง แต่เส้นทางสู่การเป็นศิลปินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คาริน่าบอกว่า เธอไม่เคยมีความคิดจะเป็นไอดอลหรือคนดังตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยม จนกระทั่งเข้าร่วมรายการ “全民造星 IV” ซึ่งทำให้เธอรู้ตัวว่า “ตอนอยู่ในรายการฉันเพิ่งตระหนักว่าชอบตัวเองตอนที่พยายามอย่างสุดกำลัง ชอบความรู้สึกที่ทุ่มเท ดังนั้นฉันจึงอยากหาสิ่งที่ทำให้ฉันไฟลุกขึ้นมา” ส่วนอาดาได้รับการปลูกฝังทางดนตรีตั้งแต่เด็กกว่า: “พ่อชอบร้องเพลงมาก ต่อมาเขายังเปลี่ยนการร้องเพลงให้เป็นอาชีพ เป็นครูสอนร้องเพลง” ท่ามกลางบรรยากาศบ้านที่มีเครื่องคาราโอเกะ พื้นที่นั้นกลายเป็นเวทีแรกของเธอ และเธอก็เริ่มเลียนแบบน้ำเสียงและสไตล์การขึ้นเวทีของพ่อ เมล็ดเสียงจึงงอกงามเงียบๆ

On Carina : Pattern vest & pants, Both from Emporio Armani
ในตอนนั้นพวกเธอไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็น VIVA และเป็นเพื่อนร่วมหัวจมท้ายกันแบบนี้ เมื่อลองถามถึงความประทับใจแรกที่มีต่อกัน อาดาหัวเราะพร้อมเอ่ยชื่อซีรีส์ที่คุ้นหูอย่างซีรีส์ Gossip Girl〈花邊教主〉 อาจเพราะตอนนั้นคาริน่ายืนท่ามกลางคนดูอย่างงดงาม มีเสน่ห์และระยะห่างเล็กน้อย แต่คาริน่ายิ้มแล้วบอกว่าเธอเองก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Gossip Girl ในขณะที่ความประทับใจแรกของคาริน่าต่อนางคือความสงบและความแน่วแน่: “ฉันคิดว่าเธอจะเป็นคนที่อยู่จนถึงที่สุด”
ความประทับใจนี้ถูกนำไปถึงช่วงฝึกที่เกาหลี ก่อนเดบิวต์ สี่สาวต้องเผชิญการฝึกซ้อมซ้ำๆ ปรับท่า เต้นซ้ำจนคุ้นเคย จากคนแปลกหน้ากลายเป็นคนที่รู้จักกันมากขึ้น คาริน่ายังจำได้ถึงกลิ่นแรกที่เข้าจมูกเมื่อเข้าไปในห้องฝึก—กลิ่นน้ำตาลแบบกลูโคส: “เพราะฉันเป็นคนค่อนข้างหวาน ฉันเลยชอบกลิ่นที่มีความหวานแบบนั้น”

แต่เมื่อกลิ่นหวานของกลูโคสจางลงท่ามกลางการฝึกที่ยาวนานและเป็นระบบ กลับเหลือกลิ่นไม้ของพื้นแผ่นจริงที่ให้ความเย็นและความเหนื่อยล้า อาดาเล่าว่า: “ในห้องซ้อมหรือหลังเวที เราเห็นกล่องไม้หรือพื้นไม้บ่อยมาก เวลาซ้อมจนเหนื่อยแล้วนอนพัก จะได้กลิ่นไม้แบบนั้น” เธอพูดอย่างนิ่งๆ แต่ทำให้เราจินตนาการเห็นภาพที่พวกเธอล้มตัวลงบนพื้นหลังการซ้อม—เหนื่อยแต่สบายใจ นี่คือความทรงจำพื้นฐานของช่วงฝึกซ้อม
ขนมหวานกับไม้ เบาสบายกับหนักแน่น ในบางแง่มุมก็ดูเหมือนภาพลักษณ์ของ VIVA เอง เหมือนกับโน้ตท็อปของน้ำหอมที่ยังไม่มั่นคงแต่เด่นชัด

ในช่วงตั้งวง ต้องให้น้ำหนักกับการขัดเกลาตัวตนของสาวสี่คนนั้นยากกว่าที่คิด ในฐานะหัวหน้าวง คาริน่ารู้สึกท้อแท้เยอะ: “ฉันโตในโรงเรียนหญิงล้วน เล่นกับผู้หญิงมาตลอด แต่ไม่รู้ทำไมต้องใช้เวลานานมากกว่าที่พวกเราสี่คนจะเป็น ‘หนึ่งจิตใจเดียวกัน'” คาริน่าหยุดยิ้มลงและน้ำเสียงกลายเป็นเศร้าลงบ้าง เธอเล่าว่าไม่ใช่แค่ตอนถ่ายเรียลลิตี้ซีซันแรกที่พวกเธอรู้สึกแปลกแยก ผู้ชมเองก็อาจสัมผัสถึงความไม่คุ้นเคยระหว่างพวกเธอได้
มีการเสียดสี ความระแวง ความไม่แน่นอน และช่วงดึกที่ซ้อมจนหมดแรงก็เงียบไป—รวมทั้งความสับสนและท้อใจ แต่เพราะมีอารมณ์แบบนี้ บางอย่างจึงหลอมรวมพวกเธอให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เหมือนคาริน่าที่ย้ำเสมอว่าเธอไม่เคยคิดจะยอมแพ้: “ฉันอาจมีช่วงเวลาที่ท้อหรือไม่สบายใจ แต่การยอมแพ้? ไม่มีทาง”
ถ้ากลิ่นน้ำตาลและไม้คือโน้ตแรก เวทีคือช่วงที่กลิ่นกระจายตัวจริงจัง แต่เวทีไม่เคยมีเพียงแสงเท่านั้น เหมือนกับวัยที่ไม่ใช่แค่ความหวาน

เสน่ห์ของการรวมตัวอยู่ที่การที่สี่จิตวิญญาณเดิมเติบโตไปพร้อมกันจนแต่ละคนเติมเต็มกัน หลังจากใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืนและอยู่ร่วมบ้านกันสองปี ในสายตาของคาริน่า เพื่อนร่วมวงบางคนที่ดู ‘Spicy’ อย่าง ValC กลับมีความเป็นเด็กสาวมากขึ้น ขณะที่ Macy ที่ดูหวานในภาพลักษณ์ภายนอก กลับมีความเป็นกันเองและตรงไปตรงมาจนเซอร์ไพรส์ ส่วนอาดาเป็นคนละเอียดและอ่อนโยน การอยู่ด้วยกันนานๆ ทำให้คาริน่ากลายเป็นคนที่อ่อนโยนขึ้น
ทั้งสองบอกว่า ความคุ้นเคยกันเพิ่มขึ้นจนถึงระดับ 95% หรือแม้แต่ 99.9% แต่ความคุ้นเคยนี้เองกลับก่อให้เกิดรสชาติใหม่ในการทำเพลงและตัวตนของพวกเธอ อาดายกตัวอย่างอย่างชาญฉลาด: “ถ้าจะบอกว่าพวกเราเป็นกลิ่นน้ำหอม มันคงมีพื้นฐานจากกลิ่นดอกไม้หรือผลไม้ แต่จะผสมกับความเผ็ดนิดๆ เพราะเมื่อรู้จักกันลึกขึ้นและแม้เคยทะเลาะ ไฟที่ปะทุขึ้นระหว่างนั้นกลับทำให้เราใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น”

On Ada : Black see-through vest, grey pants, black leather flats, All from Emporio Armani
แฟนคลับที่ดูรายการวงคงสัมผัสความต่างของพวกเธอได้ชัดเจน และระหว่างการสัมภาษณ์ เมื่อพวกเธอลองเลือกกลิ่นจากคอลเล็กชันหรู Maison Margiela ที่สะท้อนตัวเอง รสนิยมและการเลือกของทั้งคู่ก็ต่างกันชัดเจน อาดาเลือกตัวแทนบุคลิกเป็น “Chapter 5 – Delight in Despair” ซึ่งเธออธิบายว่า: “มันมีกลิ่นหนังที่บ่งบอกตัวตนและทัศนคติ มีความชัดเจนและให้ระยะห่าง แต่กลับทำให้คนอยากเข้าใกล้ ลองค้นหามากขึ้น”
อาดาเอียงคอคิด พยายามจับความหมายที่จับต้องยากของคำเหล่านั้น ส่วนคาริน่าเลือกอีกขั้วที่เก็บตัวกว่า คือ “Chapter 1 – Blaze of Stillness” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งท่ามกลางไอหมอก: “สองปีที่ผ่านมา ฉันไม่มีแรงฮึดแบบแรกสุดที่วิ่งชนทุกอย่างอีกแล้ว แต่กลับเรียนรู้ที่จะหยุด และฉันคิดว่าตอนนี้อยู่ในช่วงที่บาลานซ์ที่สุด”

On Ada : Black see-through vest, grey pants, Both from Emporio Armani
ความนิ่ง (Stillness) ไม่ได้หมายความถึงการหยุดนิ่ง แต่เป็นการค้นจุดสมดุลของหัวใจหลังจากความวุ่นวาย โดยเฉพาะคาริน่าที่เพิ่งปล่อยงานโซโล่ นี่คือการเปลี่ยนผ่านและการผจญภัยครั้งใหญ่ เธอเคยเป็นคนที่ “โดดเด่นด้วยความสุข เป็นคนไม่ค่อยมีความทะเยอทะยาน” แต่ความขยันและความชนะของเพื่อนร่วมวงได้กระตุ้นให้เธอเรียนรู้การเป็นอิสระและมองหาตัวตนที่อยู่นอกกรุ๊ป
ดังนั้นความ “เผ็ด” นี้จึงเหมือนการเติบโตเอง—ทำให้ความหวานมีแรงปะทะ และความนุ่มมีหนามเล็กๆ ความไม่ลงรอยนี้กลับทำให้การเติบโตของ VIVA ดูสมจริง เพราะวงที่แท้จริงไม่ใช่คนที่เกิดมามีเคมีตรงกัน แต่คือคนที่ผ่านการเสียดสีแล้วยังเลือกอยู่ด้วยกัน

On Ada : Black see-through vest from Emporio Armani
เมื่อแสงดับลงและได้ล้างหน้าแต่งหน้าออก พวกเธอเผยให้เห็นโน้ตฐานที่ยืนยาวและเงียบสงบที่สุด

ไม่ว่าจะไม่มีไฟ ไม่มีเสียงปรบมือ หรือไม่มีเลนส์คอยจับ พวกเธอก็คือสาวๆ ในวัยยี่สิบปลายๆ ที่เหนื่อย สับสน และตั้งคำถามกับตัวเอง โดยเฉพาะในวงการบันเทิงที่ทุกย่างก้าวถูกรุมจ้อง ผลลัพธ์มักเป็นสิ่งที่คนเห็น แต่ไม่รู้ว่าพวกเธอจัดการความกดดันอย่างไร
อาดาในเชิงอารมณ์มองว่า การอยู่กับปัจจุบันคือ “การตื่นขึ้นมาโดยไม่มีความกังวล ไม่มีสิ่งที่ต้องวางแผน รู้สึกถึงเสรีและความสบายอย่างแท้จริง” ส่วนคาริน่าที่มองโลกในแง่บวกและมีเหตุผล ยืนยันแนวคิดว่าอยากทำแล้วลงมือ: “เพราะคนมักลังเล คิดว่ายังไม่พร้อม อยากรอโอกาสที่เหมาะกว่า แต่ความจริงไม่มีเวลาที่ ‘พร้อม’ เสมอไป! ลองใช้พลังและความเยาว์วัยที่มีตอนนี้”

On Carina : Blue color with shiny stones top & dress, Both from Emporio Armani
เช่นเดียวกับชื่อวง VIVA ที่ได้แรงบันดาลใจจากสำนวน “Viva la Vida” ซึ่งหมายถึงการอยู่อย่างเต็มที่และสดชื่น แม้แต่ละคนจะมีสีสันต่างกัน แต่เป้าหมายยังคงเดียวกัน
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงสิ่งที่อยากให้โลกจดจำ อาดาตอบว่าอยากให้จดจำที่ “เสียง” — เสียงที่พัฒนาไปเรื่อยๆ ในการแข่งขันและการก่อตัวของวง ซึ่งแต่ละเสียงคือแต่ละช่วงของตัวเอง ส่วนคาริน่าปรารถนาให้จดจำที่ “นิสัย/คาแร็กเตอร์” และกล่าวว่า: “ช่วงนี้ได้ยินคนบอกว่าฉันเป็นคนค่อนข้างทัฟ ถึงฉันมักพูดว่า ‘ฉันขี้เกียจ’ หรือ ‘ฉันทำไม่ได้’ แต่ฉันจะบากหน้าไปเผชิญมันทุกครั้ง ฉันอยากส่งต่อความแข็งแรงและความอดทนนี้ให้คนที่รัก VIVA”

On Carina : Pattern vest & bangles, Both from Emporio Armani
พวกเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อสว่างจ้า แต่ผ่านการเสียดสี ปะทะ และล้มลุกคลุกคลาน จึงค่อยๆ ค้นพบกลิ่นที่เป็นตัวเอง และสะท้อนถึงดีไซน์ของขวด The Scentsorium Collection — รอยแตกที่ตั้งใจทิ้งไว้ในแก้ว เหมือนเชื้อไขเก่าที่ได้รับจิตวิญญาณใหม่
ความไม่สมบูรณ์แบบนั้น กลับกลายเป็นร่องรอยที่แท้จริงที่สุด และการเติบโตของพวกเธอก็เช่นกัน — เมื่อผ่านกาลเวลา สิ่งที่สวยงามที่สุด ย่อมถูกคงไว้
ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต: Angus Mok
ช่างภาพ: Olivia Tsang
ครีเอทีฟไดเรกชัน: Olivia Tsang & Mimi Kong
สไตลิ่ง: Mimi Kong คอยช่วยโดย Yoanah Chan
ออกแบบเซต: Athena
ทีมวิดีโอ: Alvin Kong & Che
ตัดต่อวิดีโอ: Alvin Kong
สัมภาษณ์และเรียบเรียง: Louyi Wong
แต่งหน้า: Deep Choi & Lika Leung
ทำผม: Jeremy Wong @myos_hair
ชุด: Emporio Armani
น้ำหอม: Maison Margiela Fragrances


