“ผมคิดมาตลอดว่าคนเราจะค่อยๆ แก่ลง แต่จริงๆ แล้วไม่เสมอไป, บางครั้งคนเราแก่ลงในชั่วพริบตา” หลังจากป่วยหนักวัย 77 ปี ฮารุกิ มุราคามิ กล่าวว่า ความรู้สึกนั้นเหมือนการเกิดใหม่, เขากลับมาสู่การเขียนอีกครั้ง
ฤดูหนาวปีที่แล้ว เขาปรากฏตัวที่นครนิวยอร์กอย่างยากนัก ในพิธีของ The Center for Fiction เขาได้รับรางวัลเกียรติยศตลอดชีวิต และรับมอบจากศิลปินชาวอเมริกัน แพ็ตตี้ สมิธ หลังพิธี เขานั่งที่บาร์ชั้นใต้ดินของโรงแรมแห่งหนึ่งในแมนฮัตตัน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The New York Times และเล่าถึงโรคที่ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลราวหนึ่งเดือน น้ำหนักลดลงอย่างมาก

เขาใส่เสื้อสเวตเตอร์ พูดช้า บางครั้งมองเพดาน เสมือนกำลังจับความคิดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ สำหรับผู้ที่เขียนนิยายครึ่งชีวิต คำพูดไม่ใช่สิ่งพร้อมใช้ แต่ต้องดึงมาจากภายในลึก
เมื่อร่างกายพังลงอย่างกะทันหัน
โรคมาถึงอย่างฉับพลัน สำหรับคนที่วิ่งมาราธอนมาตลอดหลายทศวรรษ การเดินยังกลายเป็นเรื่องยาก ถือเป็นการกระแทกครั้งใหญ่ เขาเคยเปรียบการวิ่งกับการเขียนว่า ทั้งสองเป็นเรื่องโดดเดี่ยว ทำซ้ำ ต้องใช้ความทนทาน วันละหนึ่งชั่วโมง ซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้ร่างกายและจิตใจอยู่บนเส้นเดียวกัน แต่บนเตียงคนไข้ เส้นนั้นขาดสะบั้น

“ตอนป่วย ผมไม่มีความปรารถนาที่จะเขียนเลย” เขารำลึก นี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ หรือความเบื่อหน่าย แต่เป็นการสูญเสียที่ลึกกว่านั้น จินตนาการจมลงสู่ก้นน้ำ ประโยคขึ้นมาไม่ได้ สำหรับนักเขียน อาการนี้อาจทำให้วิตกกว่าการอ่อนเพลียของร่างกายเสียอีก
การเขียนหลังการเกิดใหม่
หลังฟื้นตัว เขาพบว่ายังมีบางสิ่งไม่จากไป นั่นคือแรงกระตุ้นในการเขียนที่สืบเนื่องมากว่าสี่สิบปี ไม่ใช่ความรับผิดชอบหรือกิจวัตรของอาชีพ แต่เป็นสิ่งใกล้เคียงกับสัญชาตญาณ เช่นเดียวกับการหายใจหรือการเต้นของหัวใจ เมื่อร่างกายค่อยๆ ฟื้น เสียงของการเขียนก็กลับมาอีกครั้ง
นั่นไม่ใช่ความเยาว์วัยที่กลับมา แต่เป็นการยืนยันว่าตนยังมีชีวิตอยู่ และวิถีที่แสดงว่าตนมีชีวิตยังคงเป็นการเขียน

หลังการฟื้น เขานำพลังกลับไปสู่การสร้างนิยายชิ้นใหม่ ผลงานล่าสุดมีตัวละครสำคัญเป็นผู้หญิงชื่อคาโฮ เล่าเรื่องจากมุมมองหญิง สำหรับเขา นี่ไม่ใช่การลอกเลียนเพศหญิง แต่เป็นการเข้าถึงโลกภายในของเธอ “กลายเป็นเธอ” มองโลกด้วยสายตาอีกคู่
สำหรับผู้เขียนที่เคยเขียนชายผู้โดดเดี่ยว บาร์แจ๊ส คนรักที่หายไป และโลกคู่ขนานมากมาย การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้ทั้งรู้สึกแปลกและเป็นธรรมชาติราวกับว่า หลังปีแห่งการเขียน เขาเดินมาถึงทางเข้าใหม่
ผลงานชิ้นนี้ตีพิมพ์ตอนในวารสารวรรณกรรมญี่ปุ่น “ชินโช” เมื่อปี ค.ศ. 2025 คาดว่าจะจัดพิมพ์เป็นเล่มฉบับเดียวในฤดูร้อนปีนี้
ยังคงอยากเขียนต่อ
เขาเขียนมาครึ่งชีวิต แต่ยังมองโลกด้วยสายตาใหม่ได้ ยังเข้าไปในจิตวิญญาณผู้อื่นได้ นั่นคงคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “งดงาม”
เขากล่าวว่า วัยชรานำมาซึ่งไม่เพียงการเสื่อมถอย แต่ยังให้เสรีภาพบางอย่าง ตอนหนุ่มเขาใส่ใจต่อคำวิจารณ์และตำแหน่ง แต่เมื่อตั้งอยู่ในวัยนี้ เขากลับคืนสู่สภาพการเขียนแรกเริ่ม เพียงเพราะอยากเขียน
เหมือนกับสมัยที่เขาเคยเปิดบาร์แจ๊สในวัยหนุ่ม กลางวันฟังเพลง กลางคืนเปิดร้าน เขาใช้ชีวิตระหว่างครัวกับแผ่นเสียง ตอนนั้นเขายังไม่ใช่ “ฮารุกิ มุราคามิ” เพียงแต่เป็นคนที่ชอบเรื่องราวและท่วงทำนอง
การเขียนนำเขาไปทั่วโลก และทำให้เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานอย่างโดดเดี่ยวยาวนาน ความโดดเดี่ยวไม่หายไป แต่กลายเป็นพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ได้
“ผมไม่รู้ว่าผมจะเขียนนิยายได้อีกกี่เรื่อง” เขากล่าวในตอนท้ายของการสัมภาษณ์, “แต่ผมรู้สึกว่ายังเขียนได้อีก เพราะการเขียนนิยายงดงามมาก มันเหมือนการสำรวจตัวเอง แม้จะแก่ลง ก็ยังมีพื้นที่ให้สำรวจ”
ในประโยคดังกล่าวไม่มีคำพูดโอ้อวด มีเพียงความมั่นใจอย่างสงบ

หลังประสบกับช่วงเวลาที่เสียดายชีวิต เขากลับมา ไม่ใช่พร้อมการตรัสรู้ยิ่งใหญ่ หรือการมองเห็นชีวิตในมุมมองใหม่ที่ซับซ้อน แต่เป็นเรื่องเรียบง่าย เขานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง เปิดกระดาษชั่วคราวอีกครั้ง และได้ยินประโยคก่อตัวขึ้นในหัวอีกครั้ง
เขายังอยากเขียน ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ แต่เพราะชอบ หลังการเกิดใหม่ เขายังอยากเขียน นั่นอาจเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


