ละครเวทีฮ่องกง เขาสร้างสรรค์งานบนเวทีด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ผลงานหลายชิ้นดึงจากวรรณกรรมคลาสสิกแล้วพลิกมุมมองใหม่ให้เห็นความหมายที่แตกต่าง เขาคือ เอ็ดเวิร์ด แลม (林奕華) ผู้กำกับละครเวทีชาวฮ่องกง ผู้ก่อตั้งคณะละครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 (1991) จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าสามสิบปี ผลิตผลงานเวทีกว่า 60 ชุด ผลงานของเขาไม่ใช่เพียงการแสดงเท่านั้น แต่เป็นกุญแจที่ปลุกให้ผู้ชมตั้งคำถามกับตัวเอง สะท้อนยุคสมัย และพินิจวิธีการใช้ชีวิตร่วมกับสังคม
หากการสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่เงียบเหงา การผลิตผลงานละครเวทีอาจเป็นวิธีที่ตรงกันข้ามซึ่งค่อนข้างคึกคัก นักแสดงแต่ละคนวิ่งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน ประสานกับเสียง แสง และพร็อพ ท่วงท่าร่างกายกลายเป็นเส้นสาย อารมณ์ระบายเป็นสีสัน ทำให้เวทีเหมือนผืนผ้าใบที่เล่าเรื่องได้ แต่เมื่อเสียงปรบมือเงียบลงและไฟสปอตดับลง ผู้กำกับที่มักนิ่งสังเกตอยู่ในเงามืดย่อมมองการแสดงแต่ละครั้งอย่างไร สำหรับเอ็ดเวิร์ดแล้ว การทำละครเวทีคือการวาดภาพ การแสดงคือภาพเคลื่อนไหว และเขาคือผู้ที่กำลังร่ายพู่กันอยู่เบื้องหลัง เขาเริ่มทำงานเขียนบทโทรทัศน์เมื่ออายุ 17 ปี ก่อนจะไปศึกษาต่อเมืองนอกและกลับมาสร้างคณะละครของตัวเอง เขาบอกกับเราว่าเขาชอบท้าทายความยากเสมอ ละครเวทีไม่เคยเป็นกระแสหลัก แต่สำหรับความอุดมทางวัฒนธรรมของเมืองหนึ่งแล้ว มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ในตอนนี้ของชุดรายการ «藝城遊記» เราเชิญ เอ็ดเวิร์ด แลม (林奕華) มาเล่าประสบการณ์การสร้างละครเวที ให้เราได้พบเขานอกเหนือจากบนเวทีและฟังว่าเขานำผลงานบนเวทีพาผู้ชมข้ามกาลเวลาและสถานที่อย่างไร เพื่อจุดประกายจินตนาการด้านศิลปะและชีวิต
“ฉันไม่ต้องการให้ผู้ชมเห็นทุกอย่างบนเวที แต่ให้เห็นบางส่วน แล้วจินตนาการในส่วนที่เหลือ”
หลายคนคิดว่าการชมละครเวทีคือการดูฝีมือการแสดงของนักแสดง แต่สำหรับ เอ็ดเวิร์ด เขากลับให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่จินตนาการที่ใหญ่กว่าสนามการแสดง มากกว่าการกำกับแค่การแสดงเท่านั้น เขาอธิบายว่า “ความแตกต่างระหว่างหนังกับละครเวทีไม่ได้มีเพียงกล้องซูมหรือการตัดต่อที่ข้ามเวลาได้รวดเร็ว เพราะละครเวทีก็เปลี่ยนเวลาได้ด้วยแสง การวางตำแหน่งนักแสดงก็เป็นการจัดเฟรมเช่นกัน ความแตกต่างอยู่ที่ว่าผู้กำกับเวทีมอง ‘เวลา’ เป็นเวลา และมอง ‘พื้นที่’ เป็นพื้นที่อย่างไร” เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องการให้เวทีเน้นที่การสื่อสารด้วยภาษา เอ็ดเวิร์ดกลับขยับออกจากกรอบนั้น อยากให้ผู้ชมได้รับแรงบันดาลใจทางความคิด เวทีไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นพื้นที่ที่ขยายจินตนาการของผู้ชม เขาเสริมว่า “ผมหวังว่าผู้ชมจะเห็นเวทีที่ใหญ่กว่า ไม่ใช่แค่นี้”
เพราะมีประสบการณ์ทำงานเบื้องหลังทั้งละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และละครเวที เขาหัวเราะว่าตัวเองเป็น “ผู้กำกับละครเวทีที่ถ่ายหนังด้วยวิธีการของละครเวที” เมื่อได้ทำงานในหลายรูปแบบ เราจึงถามว่าเขาชอบวิธีการแบบไหนมากกว่า เอ็ดเวิร์ดบอกว่าสมัยก่อนคิดว่าการทำหนังต้องอาศัยการทำงานเชิงเทคนิคที่ซับซ้อน ในขณะที่ละครเวทีดูผ่อนคลายกว่าเพราะทุกคนเอาใจใส่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงกับผู้ชม แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า การทำละครเวทีก็ต้องคิดเรื่องไฟ เวที การออกแบบ ผู้กำกับไม่อาจคิดแค่ว่าจะกำกับการแสดงอย่างไร แต่ต้องออกแบบการนำเสนอโดยรวม เพื่อมอบประสบการณ์ทางสายตาที่ดีที่สุดให้ผู้ชม และทำให้พวกเขาใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ในการดูไปด้วย จึงเห็นได้ว่าพรมแดนระหว่างสองรูปแบบก็ไม่ได้ชัดเจนอย่างแต่ก่อน
เอ็ดเวิร์ดเข้าใจดีว่าผู้ชมในหนึ่งถึงสองชั่วโมงของการเล่าเรื่องเชิงภาพ คงรับรู้รายละเอียดการผลิตทั้งหมดไม่ได้ แต่หากผู้ชมตั้งใจนั่งในที่นั่งและให้ความสนใจกับการแสดงของนักแสดง ช่วงเวลานั้นก็สมบูรณ์สำหรับเขาเอง อาจตอบไม่ได้ว่าเขาชอบรูปแบบใดมากกว่ากัน เพราะทั้งหมดเป็นการแสวงหารูปแบบ เขาต้องการให้ผู้ชมผ่านงานไปแล้วเกิดความรู้สึกร่วม รู้จักตัวเอง นั่นคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ

“ผลงานของผมมีแกนกลางคือเรื่องการเติบโต”
ผลงานของ เอ็ดเวิร์ด มีทั้งการดัดแปลงจากวรรณกรรมคลาสสิกและผลงานที่จับประเด็นชีวิตเมือง สัมพันธภาพระหว่างผู้คน ฯลฯ ไม่ว่าเรื่องราวจะข้ามยุคสมัยแค่ไหน แกนกลางของผลงานมักเกี่ยวกับการเติบโต
คนเราในชีวิตมีปัญหาให้เผชิญ ผ่านการชนกำแพง การทบทวนตัวเอง และการปรับเปลี่ยน จนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ เขาเล่าว่าเขาชอบไปโรงเรียนพบปะนักเรียน เพราะพวกเขาไม่ถูกตรึงด้วยกรอบความคิดเดิม และในการแลกเปลี่ยนเขามักได้รับแรงบันดาลใจจากพวกเขา ในฐานะผู้กำกับที่มีประสบการณ์ เอ็ดเวิร์ดกล่าวว่าเขาไม่อยากให้เด็กนักเรียนรู้สึกว่าเขาเป็นผู้มีอำนาจ แต่ต้องทำลายกำแพงของสถานะและเข้าหากันเป็นเพื่อน จึงเกิดการสื่อสารอย่างแท้จริง ในการสังเกตและติดต่อสัมพันธ์ เขาสะสมไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงาน
แต่แรงบันดาลใจไม่ได้มาเพียงแค่ค้นหา เขาเห็นว่าผู้สร้างต้องรู้ว่าตนต้องการอะไร และรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จึงจะแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือแรงบันดาลใจและสารอาหารของงาน เขาหัวเราะว่าตนเองยังต้องเติบโตต่อไป การสื่อสารเผชิญหน้าช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตัวเองชัดขึ้น และบางครั้งได้เรียนรู้คุณลักษณะที่ตนขาดจากผู้อื่น

“ผมหวังที่สุดคือให้ผู้ชมเห็นตัวเองในผลงาน”
มองย้อนผลงานที่ผ่านมา เขาดัดแปลงวรรณกรรมคลาสสิกหลายเรื่อง เช่น 《紅樓夢》, 《聊齋誌異》, 《西廂記》, 《水滸傳》, 《西遊記》, 《包發利夫人》 เป็นต้น ผลงานหลายชิ้นถูกนำมาขึ้นเวที การดัดแปลงดังกล่าวมีความยากอย่างไร เขาตอบว่า “จากบทสู่พื้นที่ ยากที่สุดคือทำให้ผลงานคุยกับคุณ เรียนรู้ที่จะพูดคุยกับผลงานคือสิ่งที่ผมได้มากที่สุด” งานของเขาไม่ใช่การสร้างคลาสสิกซ้ำ แต่คัดเอาแก่นคิดออกมาจากต้นฉบับ แล้วขยายความคิดนั้นมาสู่ปัจจุบัน เขาอธิบายว่า “ข้อความในบทมีทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านนอกคือสภาพสังคมและยุคนั้น ด้านในคือความรู้สึก เมื่อคุณเข้าใจความรู้สึกแล้ว คุณจะไม่ถูกกำแพงที่แยกชัดมาขวางการเชื่อมต่อกับบท” ดังนั้นเขาสามารถนำ 《聊齋》 มาเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ต่างประเทศอย่าง Marriage Story โดยไม่ยึดติดเรื่องชาติหรือยุคสมัย เพราะบางความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างคนข้ามรุ่นข้ามวัฒนธรรมได้

เอ็ดเวิร์ดมักทดลองเรื่องเวลา พื้นที่ และบทบาททางเพศ อย่างเช่นผลงานที่เพิ่งแสดงในเดือนกันยายนที่ West Kowloon Free Space เรื่อง “《寶玉,你好》” ซึ่งนักแสดงสองคนเล่นร่วมกันจากระยะไกลและผู้ชมสามารถเคลื่อนไหวได้ภายในพื้นที่การแสดง ทำให้รูปแบบการแสดงและประสบการณ์การชมถูกพลิกเป็นแบบไม่เป็นทางการ เมื่อเจอการทดลองแบบนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจเจตนารมณ์หรือลึกซึ้งของผลงาน สำหรับคนทำละคร ความท้าทายคงเป็นว่าผู้ชมจะเข้าใจข้อความที่ต้องการสื่อหรือไม่ แล้วเขาใส่ใจว่าผลงานของตัวเองจะส่งผลอย่างไรต่อคนดูเพียงใด
เขากล่าวว่า “ทั้งหมดเกี่ยวกับความรู้สึก ผมหวังว่าผู้ชมจะเห็นตัวเอง—หมายถึงว่าหลังจากดูแล้ว ให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเข้ารอบการชมมากขึ้น และหลังจากนั้นจะคุยกับตัวเองมากขึ้น” เขาเห็นว่าผู้คนอาจไม่อยากยอมรับ แต่ในใจลึกๆ ทุกคนอยากเห็นตัวเองบนเวที เขาอธิบายต่อว่า “ชั้นแรกคือการเห็นตัวตนที่ตนปรารถนา—ซึ่งละครที่เป็นที่นิยมมักให้ผู้ชมเห็นตัวตนในอุดมคติแล้วรู้สึกดีกับตัวเอง ชั้นที่สองคือผู้ชมเห็นตัวตนที่มีปัญหา จึงเริ่มตั้งคำถาม ชั้นที่สามคือเมื่อเข้าใจปัญหาและยอมรับตัวเองที่มีปัญหา คุณจะไม่ฝืนหาคำตอบหรือคาดหวังจากคนอื่น แต่จะมองหาการเปลี่ยนแปลง” หากผลงานทำให้ผู้ชมมีโอกาสรู้จักตัวเองใหม่ นั่นถือเป็นสิ่งล้ำค่า

“ชีวิตของแต่ละคนย่อมมีขอบเขต แต่การสร้างสรรค์ทำให้เขาย้ายจากความเชื่อหนึ่งสู่ความเชื่ออีกข้อ จากชีวิตหนึ่งสู่ชีวิตอีกชีวิต”
การแสดงบนเวทียืดขยายพื้นที่จินตนาการไม่รู้จบ ความเชื่อก็เช่นกัน อาจเพราะความไม่พอใจปัจจุบันและความหวังต่ออนาคต เอ็ดเวิร์ดใช้การสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือค้นหาไปยังความเป็นไปได้ใหม่ๆ เขามองว่าประสบการณ์ที่ไม่สมหวังคือตัวแทนของดินอุดมสำหรับศิลปิน เมื่อเผชิญความผิดหวัง ความเจ็บปวด หรือความโดดเดี่ยว จึงสร้างการจินตนาการต่อสิ่งที่งดงามขึ้นมา หากชีวิตไม่เคยถูกหักหลัง เต็มแต่ความงดงาม ผู้คนอาจไม่กลายเป็นศิลปินที่น่าสนใจ ทุกชีวิตมีทั้งรักและความเจ็บปวด เราใช้ศิลปะอุดรูบางอย่าง เฉพาะเมื่อความอุดมสมบูรณ์และความแห้งแล้งสอดประสาน ชีวิตจึงสมบูรณ์ขึ้น

เอ็ดเวิร์ดยังเล่าทฤษฎีเฉพาะตัวชื่อว่า “หลงรักชีวิตโดยไม่สมหวัง” คือการเฝ้ามองและยกย่องสิ่งรอบตัว พร้อมเชื่อว่ามีท้องฟ้าสูงส่งกว่าสิ่งที่ตนเป็น เขายายถึงประโยคของออสการ์ ไวลด์ ว่า “เราทุกคนอยู่ในท่อระบายน้ำ แต่ยังคงเงยหน้าจ้องดูดาว” เอ็ดเวิร์ดบอกว่าการทำงานสามสิบปีของเขารับอิทธิพลจากศิลปินหลายคน แม้ผลงานของพวกเขาจะเก่า แต่แนวคิดและความเชื่อในผลงานไม่จางหาย และผลงานบนเวทีของเขาก็คือการสานต่อแนวคิดเหล่านั้น
“เวทีคือบ้าน สถานีรถไฟ และผมคิดว่ามันอาจเป็นสุสานของผมด้วย”
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ที่ก่อตั้งคณะละครของเขาจนถึงปัจจุบัน ผลงานละครเวทีสะสมแล้วกว่า 64 ชุด ชีวิตของ เอ็ดเวิร์ด จึงผูกติดกับเวทีอย่างแน่นแฟ้น นอกเหนือจากการพึ่งพา เวทียังเป็นที่สังกัดของชีวิตเขา
เขากล่าวว่า “เราเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับความตาย เกิดความวิตกกังวลต่อปลายทาง คิดว่าทุกสิ่งจะจบลงเพียงแค่นั้น แต่มูลค่าของการสร้างสรรค์คือมันไม่ปล่อยให้การสิ้นสุดเป็นเพียงการสิ้นสุด อย่างเช่น วินเซนต์ แวนโกะห์ จากไปนานแล้ว แต่เมื่อเราเห็นสีน้ำเงินแบบหนึ่ง เราก็นึกถึงเขา” เมื่อมีผลงาน ผลงานช่วยยืดชีวิตไว้ให้ไม่ต้องกลัวความตาย เพราะชีวิตสามารถดำรงผ่านสิ่งที่ทิ้งไว้
เมื่อทบทวนประสบการณ์บนเวทีหลายทศวรรษที่ผ่านมา เขากล่าวว่า “ผลงานคือร่องรอยตั้งแต่คนคนหนึ่งเกิดจนถึงก่อนจากไป หากผมไม่เข้ามาทำละคร วันนี้ร่องรอยที่ทิ้งไว้คงไม่ใช่แบบนี้ ช่วงหลังที่ฉลองครบรอบสามสิบปีของคณะ ผมเปิดดูผลงานเก่าๆ อีกครั้ง รู้สึกตื้นตัน ผมเห็นว่ามันเชื่อมเป็นเส้น เป็นแผนที่ และแผนที่นั้นคือฮ่องกง”

เขาเคยไปทำงานต่างประเทศ ผลงานของเขาถูกยกขึ้นบนเวทีในหลายพื้นที่ แต่สุดท้ายเลือกสร้างคณะและยืนหยัดในแผ่นดินที่หล่อหลอมเขามา เมืองนี้มอบอะไรให้กับการสร้างสรรค์ของเขา
เอ็ดเวิร์ดคิดว่า ฮ่องกงให้ศักยภาพหลากหลาย นอกจากการเรียนรู้ทางภาษา ยังมีแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมต่างๆ และสำคัญคือโอกาสทางการแสดง ถ้าเขาเลือกไปที่อื่น อาจไม่ได้สร้างผลงานในระดับสามสิบปีเช่นนี้ แต่เขายอมรับว่ามีความรักและความขัดแย้งกับเมืองนี้ เมื่ออายุ 17 เขาเข้าทำงานสถานีโทรทัศน์ใหญ่ เซ็นสัญญาตอน 18 และจากไปตอน 19 เพราะรู้ว่าไม่ชอบสิ่งที่เป็นกระแสหลัก หลังจากกลับจากอังกฤษในทศวรรษ 90 เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของฮ่องกงชัดเจน เมืองถูกเติมด้วยวัตถุนิยม ข่าวซุบซิบ ความบันเทิง และการศึกษาแบบทางเดียว เขารู้สึกไม่สบายใจต่อการเสื่อมโทรมของค่านิยมสังคม เขากล่าวว่า “สามสิบปีที่ผ่านมา ผมทำสิ่งนี้เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกกรอบคุณค่าที่คนส่วนใหญ่ยอมรับปิดกั้น แต่เพื่อเข้าใจมันและเลือกทางของตัวเอง” เขาเข้าใจว่าการไปสวนกระแสในสังคมหลักยากแค่ไหน และยอมรับว่า “จึงเป็นเรื่องปกติที่คุณจะไม่ได้รับความนิยมมาก เพราะคุณไม่สามารถโอบรับค่านิยมเหล่านั้น”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คณะของ เอ็ดเวิร์ด แลม ทำงานร่วมกับศิลปินและกลุ่มข้ามสื่อจากเมืองต่างๆ ด้วยวิสัยทัศน์เชิงเปิด ทำให้เกิดแนวทางใหม่ของละครจีนสมัยใหม่ แม้ว่าวรรณศิลป์ไม่เคยเป็นกระแสหลัก แต่ผลงาน 64 ชิ้นเหล่านี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีอิทธิพลต่อวงการศิลปะ ว่าตัวผู้กำกับมองเห็นสถานะของคณะละครในช่วงนี้อย่างไร
เขากล่าวว่า “คนที่เคยดูไม่มากพอ ผลงาน 60 กว่าชุดนี้มีคนดูน้อยมาก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะเปลี่ยนด้วยตัวเองได้ เพราะผมทำคณะมาตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงตอนนี้ ถ้ามีคนยอมดูจนจบทุกชิ้น คุณจะจินตนาการได้ว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในนั้น มันเกี่ยวข้องกับตัวผมและสถานที่นี้ มันบันทึกความรู้สึกของผมต่อที่นี่ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจะมีความหมายต่อใครหรือมีความหมายต่ออนาคตหรือไม่ ผมตัดสินไม่ได้ ผมถูกใจที่มันได้เคยเกิดขึ้น และเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับยุคสมัยและหัวใจคน ผมคิดว่านั่นคือของขวัญที่ผมมอบให้ตัวเองและผู้อื่นได้” การสร้างงานที่เชื่อมใจคนได้เป็นที่สุดของผู้สร้าง
ขอขอบคุณคณะ “非常林奕華” ที่ผ่านมานำพาเวทีมาสู่พวกเรา ให้เราได้หยุดเวลาในหนึ่งฉากแล้วพบกับผู้สร้างสรรค์ ข้ามกาลเวลาและสถานที่ เติมความคิดต่อชีวิต หากไม่มีผลงานมากกว่าหกสิบชิ้นนี้ วงการศิลปะอาจไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ ขอให้คณะมีอีกหลายสิบปีข้างหน้า ให้ผู้กำกับสลักการเติบโตบนเวทีต่อไป ให้การพบกันในแต่ละครั้งกลายเป็นโชคชะตาที่ผูกพัน
Executive Producer: Angus Mok
Producer: Vicky Wai
Editor: Ruby Yiu
Videography: Andy Lee, Kenny Chu
Photography: Andy Lee, Kenny Chu
Video Editor: Andy Lee
Designer: Edwina Chan
Special Thanks: Edward Lam ; Hong Kong Arts Centre Venue Hire


