สแตนลีย์ ควาน (關錦鵬) ยืนหยัดในวงการภาพยนตร์มากว่า 40 ปี ผลงานของเขาสร้างตำนานให้วงการภาพยนตร์ฮ่องกงตั้งแต่หนังเรื่องแรก 《女人心》 เป็นต้นมา โดยทักษะในการจับจุดความรู้สึกของตัวละครผู้หญิงได้อย่างละมุนชัดเจนเป็นหนึ่งในลายเซ็นของเขา ผลงานเช่น 《地下情》、《胭脂扣》、《阮玲玉》、《紅玫瑰與白玫瑰》、《藍宇》 และ 《長恨歌》 ล้วนกลายเป็นคลาสสิกภาษาจีน สร้างชื่อเสียงให้เขาในเทศกาลระดับนานาชาติอย่างเบอร์ลินและเวนิซ รวมถึงรางวัลจากเวทีทองม้ากับฮ่องกงฟิล์มอวอร์ดส์ ซึ่งช่วยตอกย้ำอิทธิพลของสแตนลีย์ ควาน ในแวดวงภาพยนตร์จีนพูดได้ชัดเจน
ในยุคทองของฮ่องกงช่วงทศวรรษ 1980 ที่ผลงานแนวบู๊และคอเมดี้ครองตลาด สแตนลีย์ ควาน กลับพยายามทำลายกรอบงานศิลป์เชิงรูปแบบของฮ่องกง โดยยึดเอา “ตัวละครเป็นหลัก” เขาถ่ายภาพคนด้วยความละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นความรักของผู้หญิง ความสัมพันธ์ชายหญิง หรือความรักของคนเพศเดียวกัน ทุกบทล้วนเรียบลื่น นุ่มลึก และมีความจริงใจ
ความอัดแน่นของอารมณ์ในผลงานของสแตนลีย์ ควาน ทำให้เขาสร้างตัวละครทรงจำไว้มากมาย เช่น บทของเมย์ ยานฟงและเลสลี่ ชองน์ ใน 《胭脂扣》 ซึ่งกลายเป็นตำนานแห่งรักชอกช้ำ, เจ็ต ลี (張曼玉) ในบท阮玲玉 ที่ทำให้เธอคว้าแคว้นบัลลังก์ภาพยนตร์ในเทศกาลเบอร์ลิน และ 《藍宇》 ที่ว่าด้วยความรักแบบคนเพศเดียวกันอย่างอ่อนหวาน กลายเป็นแลนด์มาร์กของหนังเพศทางเลือกภาษาจีน แม้ว่าฉากและพล็อตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สแตนลีย์ ควาน ยังผูกพันและหวนคิดถึงฮ่องกงเสมอ ในระยะหลังเขายังรับสอนในมหาวิทยาลัย เพื่อสานต่อความรักในภาพยนตร์ด้วยการสอนคนรุ่นใหม่
“การเป็นผู้กำกับบางทีก็เหมือนมีทั้งทั้งสองขั้วในตัวเดียวกัน”
เมื่อย้อนดูผลงานของสแตนลีย์ ควาน งานของเขามีทั้งมิติทางศิลป์และวรรณศิลป์ แต่นิสัยที่ทำให้ผลงานโดดเด่นเหนือผลงานอื่น ๆ คือการสร้างตัวละครให้มีมิติลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นหญิงใคร่รักอย่าง如花、วัยรุ่นอ่อนไหวอย่าง藍宇、หรือหญิงมีชะตากรรมอย่าง王琦瑤 ตัวละครของเขาทุกคนมีรายละเอียดจนเมื่อหลุดออกจากจอ พวกเขาดูมีชีวิต ราวกับเคยเดินผ่านในชีวิตจริงของเรา
ความสามารถในการจับอารมณ์ละเอียดของตัวละครด้วยกล้อง ทำให้เราอยากรู้ว่าในฐานะผู้กำกับ สแตนลีย์ ควาน มีบุคลิกลักษณะใดที่ช่วยให้เขาสร้างตัวละครเหล่านี้ได้
ผู้กำกับเล่าให้ฟังถึงครั้งที่ปี 1996 เขาถ่ายสารคดีให้สถาบันภาพยนตร์อังกฤษเกี่ยวกับ 100 ปีภาพยนตร์จีน ขณะกลับมาทบทวนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ทั้งสองฝั่งช่องแคบ เขาพูดคุยกับเฉินไคเกอ ผู้กำกับเรื่อง 霸王別姬 ว่า การเป็นผู้กำกับเหมือนเป็น “ทั้งสองขั้วในตัว” สแตนลีย์ ควาน ยอมรับว่าแม้ในขณะนั้นเขายังไม่เปิดเผยสถานะทางเพศต่อสาธารณะ แต่เขารู้ชัดเจนในตัวเองเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ และคิดว่าบางแง่มุมของตัวตนนั้นมอบความอ่อนไหวและสัมผัสแบบผู้หญิงให้กับเขา เมื่อกลับมาสู่ชีวิตจริง เขาเริ่มคุยกับแม่ถึงสถานะนี้อย่างตรงไปตรงมา และยอมรับว่ามันทำให้เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คนทั่วไปอาจคิดว่าผู้กำกับมักมีบารมีและน่าเกรงขาม แต่สแตนลีย์ ควาน ที่เราพบเป็นคนสุภาพ พูดจานุ่มนวลและมีความสงบเสงี่ยม สะท้อนบุคลิกตัวละครในงานของเขาที่ไม่รีบร้อนและมีจังหวะเป็นของตัวเอง การที่เขาบอกว่าเป็นคน”ทั้งสองขั้ว”นั้น แท้จริงปรากฏอยู่ในงานของเขามานานแล้ว ความสามารถในการจับความอ่อนโยนของผู้หญิงได้อย่างละเอียด ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวเขาเองผ่านความสับสนและอารมณ์เหล่านั้นมาแล้ว ตัวละครหญิงของเขาเดินไปสู่บทต่าง ๆ ทั้งอ่อนหวานและเด็ดเดี่ยว จนตรึงใจผู้ชม
เมื่อถามว่าภาพยนตร์สะท้อนชีวิตผู้กำกับมากน้อยเพียงใด สแตนลีย์ ควาน ตอบว่า
“ไม่จำเป็นต้องย้ายทั้งเหตุการณ์เข้าสู่หนัง แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นจากบางเรื่อง บางคน หรือตัวสถานที่ มันอาจเป็นความทรงจำหรือสิ่งที่สังเกตเห็นในชีวิต แล้วเติมจินตนาการเข้าไป” เขากล่าวว่าแรงบันดาลใจส่วนใหญ่เริ่มจากการสังเกตชีวิตประจำวัน
“บทเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกอย่างเริ่มจากบท และความต้องการของผมคือตัวละครต้องมาก่อน”
การจะเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นภาพยนตร์ต้องอาศัยทีมงานทั้งระบบ ตั้งแต่การเขียนบท งานออกแบบศิลป์ การแต่งหน้า-เสื้อผ้า นักแสดง และงานหลังการถ่ายทำ ในสายตาผู้กำกับ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับ ผู้เขียนบท และนักแสดงควรประสานกันอย่างไรเพื่อหล่อหลอมตัวละครที่ดี?

สแตนลีย์ ควาน เล่าว่า ตั้งแต่ผลงานแรก 《女人心》 เขามักให้ความสำคัญกับตัวละครก่อนเสมอ เมื่อบทบาทถูกวางไว้ชัดเจน เขาและผู้เขียนบทจะทำการบ้านเยอะมากเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวละคร ก่อนจะคิดว่าเมื่อพวกเขาปะทะกันแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะความรักหรือความขัดแย้ง ทุกอย่างต้องมีเหตุผลในตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจที่มาของความคิดหรือพฤติกรรมของตัวละครนั้นๆ
เมื่อ 《女人心》 ตัดสินใจให้ 周潤發、繆騫人、鍾楚紅 ร่วมแสดง ผู้เขียนบท 邱剛健 เก็บข้อมูลเกี่ยวกับนักแสดง สถานที่ และสภาพแวดล้อมอย่างละเอียด ส่วนผู้กำกับเองก็ให้ข้อมูลเสริมอีกมาก ทั้งสองฝ่ายร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อให้ตัวละครทุกตัวมีความสมบูรณ์ สแตนลีย์ ควาน ในฐานะคนอารมณ์ละเอียดแต่คิดงานอย่างมีเหตุผล เขาไม่ไล่ตามฉากตื่นเต้น แต่ต้องการสร้างตัวละครที่จริงใจ

สำหรับผลงานที่ได้รับคำชื่นชมอย่าง 《胭脂扣》 ถึงแม้เรื่องจะดัดแปลงจากนิยายของ 李碧華 แต่สแตนลีย์ ควาน และทีมเขียนบททุ่มเทในเชิงสร้างตัวละครมาก เขาอธิบายว่า แม้บท如花 ในนิยายมีความโดดเด่น แต่หนังต้องเลือกโฟกัสให้ชัดขึ้น โดยยกเหตุการณ์การรอคอยของ如花ต่อ 十二少 ขึ้นมาเป็นแก่นเพื่อสะท้อนมุมมองความรักของวัยรุ่นยุค 80 สำหรับเขาและ邱剛健 งานชิ้นนี้ควรเป็นหนังรัก ไม่ใช่หนังผี ดังนั้นพวกเขาจึงเน้นชั้นเชิงของยุค 30 และเรื่องราวหวานช้ำระหว่าง十二少กับ如花
ด้วยการร้อยเรียงภาพฝันและความใกล้ไกลของตัวละคร สแตนลีย์ ควาน กับทีมทำให้如花ถ่ายทอดทั้งมาดชายและมาดหญิง การแต่งหน้า การสวมบทในชุดต่าง ๆ ทำให้บทนี้แนบแน่นกับนักแสดงและมีชีวิต เต็มไปด้วยคำสาบานครึ่งศตวรรษที่กลายเป็นไอออนของความทรงจำ จนในที่สุดเรื่องรักระหว่างผีหญิงและชายผู้รักก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมรักที่ตราตรึงใจคนรุ่นนั้น
“ในฐานะผู้กำกับ ต้องรู้จักทั้ง ‘ใกล้’ และ ‘ห่าง’ ในเวลาเดียวกัน”
ในงานศิลปะใดก็ตาม การใส่อารมณ์ส่วนตัวเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผู้กำกับต้องรักษาระยะห่างบางอย่างจากผลงาน เมื่อกำกับอยู่หลังกล้อง เขามองการแสดงของนักแสดงในฐานะผู้สังเกตและผู้ชี้นำอารมณ์ของตัวละคร ทั้งที่ผลงานมาจากความรู้สึกของผู้กำกับ เราจึงถามว่าเขาเคยใส่ตัวเองเข้ากับตัวละครมากจนไม่อาจถอนตัวไหม

สแตนลีย์ ควาน ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ไม่เป็นอย่างนั้น เช่นตอนถ่าย 《藍宇》 ด้วยประเด็นเรื่องเพศ ผมคิดว่าบางครั้งไม่ควรจมลึกเกินไป คุณสามารถใส่อารมณ์ได้ แต่ต้องสามารถตัดออกมาดูการแสดงของนักแสดงว่าเป็นสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ ‘ใกล้และห่าง’ นั่นคือความหมาย คุณต้องมีระยะ” ในฐานะผู้กำกับมืออาชีพ เขามีกฎและแนวทางของตัวเองตั้งแต่ขั้นตอนพูดคุยบทภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่อง 《藍宇》 ถ่ายทอดความรักลึกข้ามเพศ และสแตนลีย์ ควาน ยังได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีทองม้า แต่เมื่อตอนแรกประกาศรายชื่อนักแสดงก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการให้ 劉燁 รับบท藍宇 อาจไม่ตรงคอนเซ็ปต์ความงามแบบเดิม ผู้คนคาดหวังภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของชายทั้งสองฝ่าย แต่ผู้กำกับไม่อยากจำกัดตัวละครด้วยกรอบ เขาให้โอกาสนักแสดงได้ปล่อยของ
เขาย้อนความว่า “นักแสดงทั้งสองทุ่มเทมาก ในช่วงเตรียมงานพวกเขาอยู่ร่วมกับทีมในโรงแรม อ่านบทและฝึกซ้อมกัน สำหรับนักแสดงชายตรง ๆ อย่างพวกเขา ก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว 胡軍 ดีตรงที่เขาคอยดูแล 劉燁 เหมือนพี่ชายคอยชวนและดูแลความรู้สึกของเขา พอเริ่มถ่ายทำพวกเขาก็เล่นได้เต็มที่ ชุดของความเป็นชายไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแสดง”

เขาเล่าต่อว่า “วันแรกเราถ่ายฉากสองคนนอนเปลือยในโรงแรม ตอนนั้นผู้ช่วยกองและผู้กำกับฝ่ายสองเป็นผู้หญิง แต่ฉากนั้นไม่ได้ไล่คนออกจากกอง งานยังคงดำเนินไปตามปกติ ทั้งสองคนก็แสดงฉากเปลือยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาสร้างสิ่งที่หาได้ยาก พอร่วมงานและให้พื้นที่ เหตุการณ์ดีๆ ก็เกิดขึ้นเอง” การให้เสรีภาพแก่นักแสดงเมื่อกำกับร่วมกับการชี้นำที่ละเอียด ทำให้โมเมนต์ในกองถ่ายเกิดประกาย
สแตนลีย์ ควาน ไม่ว่าจะจับรักต่างเพศหรือความรักของคนเพศเดียวกัน เขามองว่าไม่ต่างกันเลย “ผมคิดว่าทุกคนเป็นปัจเจกบุคคล เราไม่ควรปล่อยให้เพศมาควบคุมเรา” แม้รูปแบบจะบอกว่ามันคือความสัมพันธ์เพศเดียวหรือสองเพศ แต่ในท้ายที่สุดมันเป็นเรื่องของสองปัจเจกที่ตกหลุมรัก และความตายที่เกิดขึ้นกลางทางทิ้งให้คนอยู่เฝ้าคิดถึงความรักต้องห้ามที่จบลงไม่สวย ขณะเดียวกันผู้ชมเองก็ร่วมเศร้ากับความรักที่ไม่ได้บาน
“ผมคุยกับนักแสดงตรงไปตรงมาเสมอ”
แม้ว่าผู้กำกับต้องรักษาระยะ แต่ด้านหลังกล้อง สแตนลีย์ ควาน มีความใกล้ชิดกับนักแสดงมาก เขาเปิดเผยว่า “ผมยินดีบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัว ความเจ็บปวดด้านความรัก หรือทุกอย่างที่ช่วยนักแสดงได้ แต่ผมก็อยากให้นักแสดงนำเอาอารมณ์ที่เก็บไว้ในใจออกมา ถ้าระหว่างถ่ายทำมีฉากไหนติดขัด ผมจะเตือนให้เขาดึงบางความรู้สึกจากประสบการณ์ตัวเองมาใช้ แล้วย้ายมันเข้าไปในฉาก” ผมใส่ใจการสื่อสารกับนักแสดงเป็นอย่างมาก

สแตนลีย์ ควาน เปิดใจและพูดคุยกับนักแสดงอย่างจริงใจ การแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้ความผูกพันแน่นแฟ้น เขายกตัวอย่างการทำงานกับ 胡軍 และ 劉燁 ใน 《藍宇》、เมย์ ยานฟง ใน 《胭脂扣》、鄭秀文 ใน 《長恨歌》 รวมถึง柯宇綸、陳錦鴻、邱淑貞 ใน 《越快樂越墮落》 ฯลฯ เขาบอกว่าในระหว่างการทำงานพวกเขาคุยกันละเอียดมาก แม้วันหนึ่งการถ่ายทำจะจบลง นักแสดงแต่ละคนก็กลับสู่ชีวิตและงานของตน แต่ประสบการณ์ร่วมในกองยังคงเป็นสิ่งที่พวกเขาเก็บไว้ในใจและไม่ลืม

การแลกเปลี่ยนอย่างจริงใจนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้กำกับไม่ได้เล่าละเอียดจนเกินไป แต่จากคำบอกเล่าของนักแสดง เราพอจะรับรู้ได้ว่าพวกเขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความละเอียดของสแตนลีย์ ควาน 鄭秀文 ที่รับงานกับเขาเป็นครั้งที่สองเคยบอกในการให้สัมภาษณ์ว่าผู้กำกับท่านนี้ใส่ใจนักแสดงทุกคน ให้พวกเขาได้ทุ่มเทกับบทอย่างเต็มที่ ความอ่อนโยนของเขาทำให้คนที่ร่วมงานสัมผัสได้และซาบซึ้ง
“นักแสดงที่ดีและนักเรียนที่ดีมีความใคร่รู้เหมือนกัน”
ผลงานล่าสุดของสแตนลีย์ ควาน คือปี 2018 กับ 《八個女人一台戲》 นอกเหนือจากงานภาพยนตร์ เขายังสอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยเมืองฮ่องกง (City University of Hong Kong) และเข้าร่วมโครงการส่งเสริมศิลปะเพื่อชี้แนะผู้กำกับรุ่นใหม่ ส่งเสริมคนทำหนังหน้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ
จากการทำงานร่วมกับดาราระดับซุปตา สู่บทบาทครูผู้ชี้แนะคนรุ่นใหม่ ความต่างระหว่างนักแสดงและนักเรียนที่เขาเห็นคืออะไร?
สแตนลีย์ ควาน คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่าไม่ได้แบ่งแยกนักเรียนหรือนักแสดงอย่างชัดเจน แต่บอกว่า “สิ่งเดียวที่ผมเห็นร่วมกันคือ นักแสดงที่ดีและนักเรียนที่ดี มีความอยากรู้สูง ผมมักเตือนนักเรียนว่า คุณควรถาม ‘ทำไม’ ก่อนค่อยคิด ‘ทำอย่างไร’ ทุกเรื่องต้องตั้งคำถาม เช่นนักแสดงมีคำถามเกี่ยวกับตัวละครก็จะมาหาผู้กำกับ นักเรียนก็เช่นกัน เมื่อพวกเขาตามหาสิ่งใดหรืออยากได้ความช่วยเหลือ ผมก็ยินดีให้”
เมื่อพูดถึงการสอน สแตนลีย์ ควาน เน้นว่าเขาไม่เคยสอนนักเรียนว่าต้องเขียนตัวละครแบบใด แต่ให้พวกเขามีพื้นที่จินตนาการมากกว่า “งานสร้างสรรค์ต้องเป็นแบบนี้ นักเรียนที่มาเรียนกับผมไม่ใช่มาหาแบบถ่ายหนังของผม แต่ต้องหาสิ่งของตัวเองให้เจอ” เขายังแนะนำให้นักเรียนดูหนังมาก ๆ เพื่อค้นหา ‘ความรู้สึก’ ที่ชอบ เช่นเดียวกับที่เขาได้รับแรงบันดาลใจจากผู้กำกับญี่ปุ่นอย่าง 小津安二郎 และ 溝口健二 ที่จับภาพชีวิตผู้หญิงทั้งชีวิตผ่านมุมกล้อง แล้วผลงานของพวกเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง
“ในฐานะคนฮ่องกง มีเรื่องให้เราสะท้อนและเขียนถึงมากมาย”
เป็นผู้กำกับที่เกิดและเติบโตในฮ่องกง สแตนลีย์ ควาน เคยไปถ่ายทำในเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง นิวยอร์ก และไต้หวัน แม้บริบทและยุคสมัยต่างกัน แต่แกนกลางของเรื่องราวที่เขาสร้างยังคงยึดฮ่องกงเป็นฐาน เมืองนี้ให้อะไรแก่การสร้างสรรค์ของเขาบ้าง?
เขาย้อนนึกถึงช่วงที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เงินทุนอาจไม่มาก แต่วงการภาพยนตร์กลับมีความร่วมมือแน่นแฟ้น ซึ่งเป็นรากของยุคทองในระดับท้องถิ่น หลังจากเห็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองผ่านไป เขารู้สึกว่าสปิริตนั้นยังอยู่ เพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไป

เขากล่าวว่า “ในสภาพแวดล้อมตอนนี้ ความรุ่งเรืองของยุค 80-90 มันไม่กลับมาเหมือนเดิมแล้ว สมัยก่อนการถ่ายหนังคือการทำมาหากิน แต่ตอนนี้ผู้กำกับหน้าใหม่จำนวนมากต้องพึ่งเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ถึงจะทำหนังได้ แต่ถ้ามองอีกมุมในฐานะคนทำงานในฮ่องกง สองสามปีที่ผ่านมาเมืองนี้มีเรื่องให้สังเกตและบันทึกเยอะ คุณสังเกตเห็นชุมชน สถาปัตยกรรมหรือพื้นที่ไหม ในฐานะคนฮ่องกงคุณควรมีความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้และจดบันทึกไว้”

จากแนวคิดเชิงเงาสะท้อนถึงเมือง ผลงานของสแตนลีย์ ควาน มักเชื่อมโยงตัวละครกับยุคสมัยและภูมิทัศน์เมือง โดยผ่านประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ การเมือง และชะตากรรม เช่น ประโยค “五十年不變” กลายเป็นแกนธีมใน 《胭脂扣》 ความขมขื่นของผู้หญิงใน 《人在紐約》 หรือการใช้เพลงของ黃耀明 ในปลายเรื่องของ 《越快樂越墮落》 ประกอบภาพสะพานซึ่งทำให้หนังซาบซึ้งในบริบทช่วงก่อนและหลังปี 1997
ในงานเหล่านี้ แม้จะเล่าเรื่องของตัวละครแต่เบื้องหลังจริงๆ คือความห่วงใยของผู้กำกับต่อเมืองและยุคสมัย เขายอมรับว่า “ผมรู้ว่าตอนนี้คงเรียกเงินทุนเทียบเท่าการทำ 《胭脂扣》 หรือ 《阮玲玉》 ได้ยากขึ้น ดังนั้นผมจึงอยากทำบทให้ดีและถ่ายฮ่องกงให้ดีที่สุด” การพูดคุยวันนี้ยิ่งทำให้เราเห็นชัดว่าความผูกพันของสแตนลีย์ ควาน ต่อฮ่องกงไม่เคยจาง
เขากล่าวว่า “แน่นอนว่าฮ่องกงในฐานะสถานที่ให้ชีวิตกับผมมีเรื่องราวจำนวนมาก ในช่วงเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์โรคระบาดหรือเรื่องอื่นๆ มันมีบางเรื่องที่เป็นสิ่งที่ต้องพูดออกมา ไม่จำเป็นต้องเป็นงานทุนสูง อาจเป็นงานงบต่ำ ผมจะกระตุ้นให้ผู้กำกับฮ่องกงรุ่นใหม่อย่าห่างจาก ‘ความรู้สึกของเมือง’ “

ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเป็นเรื่องวนซ้ำตามกาลเวลา หนังดีคือหนังที่หลายสิบปีผ่านไป ผู้ชมจากคนละยุคยังคงพบความรู้สึกร่วมกัน สำหรับสแตนลีย์ ควาน หนังที่ดีควรเว้นว่างให้ผู้ชมเติมความหมายในชีวิตของตัวเอง การไม่พูดจนหมดเป็นอีกหนึ่งความงามของภาพยนตร์ เขารู้สึกซาบซึ้งที่ผลงานของเขาถูกรีสโตร์แบบ 4K แล้วนำกลับฉายบนจอใหญ่ และผู้ชมที่เข้ามาดูส่วนใหญ่กลับเป็นคนหนุ่มสาว เขาขำว่า “หนังถูกเก็บไว้แล้วมีความหมายจริงๆ”
ในสายตาประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ งานคลาสสิกไม่เคยเลือนหาย สแตนลีย์ ควาน ได้นำความเป็นมนุษย์ ความเป็นภาพยนตร์ และความรักต่อเมืองมาร้อยเรียงไว้ในผลงาน ซึ่งจะยั่งยืนอยู่ในใจคนรุ่นนี้ต่อไป
–
Executive Producer: Angus Mok
Producer: Vicky Wai
Editor: Ruby Yiu
Videography: Andy Lee, Angus Chau
Photography: Angus Chau
Video Editor: Andy Lee
Designer: Edwina Chan
Special Thanks: Stanley Kwan ; Golden Scene Co. Ltd.


