เจซ ชาน (陳凱詠) ถ้ามีโอกาสให้คุณเลือก คุณจะเลือกชีวิตที่นิ่งและไม่เปลี่ยนแปลง หรือตอบรับความท้าทายที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง?
แม้ประโยคนี้ฟังดูเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ในน้ำเสียงที่มั่นคงกลับทิ้งความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนไว้ได้

แม้ดูเหมือนเธอกำลังก้าวบนเส้นทางสู่คำว่า “ความสำเร็จ” อยู่แล้ว แต่เจซ ชาน กลับเลือกบอกลาบริษัทใหญ่ เส้นทางเดิม แล้วก้าวสู่การเป็นศิลปินอิสระ ในช่วงที่หลายคนมองว่าไม่แน่นอน เธอกลับตั้งสตูดิโอของตัวเองและเริ่มต้นใหม่ จนคว้ารางวัล “叱咤樂壇女歌手銀獎” ในปี 2024 และติดอันดับ叱咤十大 เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของเธอคือสิ่งที่ถูกต้อง


จริงๆ แล้วเธอไม่ได้เกิดมาเป็นคน “สองบุคลิก” สิ่งที่แท้จริงคือหัวใจที่กล้าหาญและซื่อตรง ถูกซ่อนอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนานา
นักวิจัยความหลากหลายนี้ เปรียบการสร้างสรรค์ของเธอเป็นยารักษาจิตวิญญาณ ให้เธอค้นพบตัวเองท่ามกลางความกว้างใหญ่ของโลกงานศิลป์ หากผลงานคือการมองเห็นตัวตน ก็เชิญเราไปสำรวจโลกการสร้างสรรค์ของเธอ เพื่อค้นหาแหล่งที่มาของอิสรภาพนั้น

【多變的代名詞】
เมื่อสังคมชอบจัดหมวดหมู่ให้กับผู้สร้างสรรค์ เจซ ชาน ก็ใช้ความหลากหลายเป็นลายเซ็นทางงานสร้างสรรค์ของตัวเอง แม้เธอจะสนุกกับการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อต้องตอบคำถามเรื่องการวางตำแหน่งตัวเอง เธอก็ยังรู้สึกหนักใจไม่น้อย “ถ้าจะให้บรรยายสไตล์การสร้างสรรค์ของฉัน ฉันหวังว่าจะมีความโดดเด่น ไม่ยอมไหลตามคนอื่น และคำว่าหลากหลายก็คงเป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ด เพราะนั่นคือสิ่งที่คนค่อยๆ รู้จักฉันแล้วจะเห็นพ้องกัน”

จากเพลง 〈天生二品〉 ที่เธอปรากฏตัวด้วยผมสั้นไล่สีดำสู่สีอ่อน ทรงเท่และแฝงความอารมณ์ฝ่ายเยาว์วัยอย่างชัดเจน ทำให้หลายคนเห็นว่าการเป็นตัวเองคือคุณค่าที่ดีที่สุด เต็มไปด้วยความเป็นหนุ่มสาวและความดื้อรั้น แต่ต่อมาเธอก็ส่งเพลงบัลลาดอ่อนโยนอย่าง 〈隔離〉 ถ่ายทอดความเศร้าที่ถูกคนที่หมายปองเว้นระยะห่างไว้ และล่าสุดกับ 〈那黑夜沒很夜 Huggies〉 ที่ซื่อสัตย์และจริงใจในการขอบคุณคนที่เคยช่วยเหลือเธอ…

เธอใช้แต่ละเพลงเป็นเครื่องพิสูจน์ความงามทางสุนทรียะ สำรวจ ยกระดับ และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เธอยังแสดงให้เห็นว่าการเดินไปมาระหว่างความ “ดื้อ” กับความ “เรียบร้อย” นั้นสามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นิสัยพิเศษนี้ล้วนมาจากบรรยากาศในครอบครัวที่หล่อหลอมเธอ “คนที่มีอิทธิพลต่อสไตล์การสร้างสรรค์ของฉันที่สุดก็คือพ่อแม่ เพราะพวกเขาไม่เคยบังคับให้ฉันเป็นไปตามแบบแผนของสังคม”

เมื่อรำลึกถึงพ่อแม่ เธอก็นึกถึงเรื่องตอนที่ช่วยแม่เปิดดูรูปเก่าๆ: “มีรูปหนึ่งตอนเด็กๆ หน้าตาฉันค่อนข้างโดดเด่น แม่บอกว่าเหตุผลที่ถ่ายรูปนั้นแล้วเอาไปขยายเพราะคิดว่าหน้าฉันดู ‘โผงผาง’ แม่อยากให้ลูกสาวเป็นแบบนั้นด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อโตขึ้นเวลาสร้างงาน ฉันก็ไม่รู้ตัวว่ามักจะแสดงด้านที่ ‘โผงผาง’ ออกมา”
เพราะไม่ตั้งข้อจำกัด ไม่ยอมให้ตัวเองถูกล็อก ทำให้เธอกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ อย่างไม่ยั้งคิด ลักษณะที่คนภายนอกมองว่า “โผงผาง” กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของเธอ เปลวไฟแห่งความท้าทายลุกโชนในทุกพื้นที่ของฝัน

“เดิมฉันเคยคิดว่าถ้าคนเรียกว่าฉัน ‘โผงผาง’ คงเป็นเรื่องดูถูก แต่แม่กลับตอบกลับอย่างภูมิใจว่า ‘โผงผางได้ก็ภูมิใจ’ ทำให้ฉันรู้สึกว่าการมีความมั่นใจและความหยิ่งยิ่งนั้นเป็นสิ่งหายากและเป็นเอกลักษณ์” เธอกล่าว
【囂張不囂張】
เบื้องหลังทุกผลงานคือกระบวนการฝึกฝนอย่างหนัก เมื่อเห็นเธอดูมั่นใจ ร่าเริง และมองโลกในแง่ดี เราอยากรู้ว่าเธอมีแนวคิดแบบไหนในการลุยโลก และเธอทำอย่างไรถึงขยายความมั่นใจให้ออกมามากที่สุด?

คาดไม่ถึงว่าเจซกลับยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึก EMO มากที่สุด คือเธอเองก็ขาดความมั่นใจ “ทุกครั้งที่ถูกถามว่าทำไมฉันดูมั่นใจขนาดนี้ คำตอบคือฉันต้องแสดงออกให้เห็นว่ามั่นใจ เพราะนั่นคือหน้าที่ของคนบนเวที ในการแสดงไม่สามารถไม่มั่นใจได้ แต่ในฐานะผู้สร้างสรรค์หรือตอนที่เป็น ‘陳凱詠’ ในชีวิตนอกงาน ฉันจริงๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะสองสถานะมันสุดขั้ว เรื่องนี้จึงทำให้รู้สึกค่อนข้าง EMO”
ความมั่นใจที่เป็นเหมือนเกราะ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างภายนอกและภายใน และต้องเผชิญกับความสงสัยในตัวเอง แต่ความขัดแย้งนี้เองก็เป็นแหล่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ของเธอ “การสร้างสรรค์คือกระบวนการค้นพบตัวเองอย่างกล้าหาญ มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญความอ่อนแอ ตั้งคำถามกับตัวเองไม่รู้จบ อาจปฏิเสธตัวเองบ้าง แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการตามหา ‘ฉัน'”

ดังนั้นระหว่างความนิ่งกับความเปลี่ยนแปลง เธอมักเลือกทางหลัง กล้ารับความท้าทาย และไม่กลัวผลลัพธ์ เธอเข้มงวดกับตัวเอง—คิด เตรียม และทำงานละเอียดจนเพื่อนร่วมทีมหลายคนมองว่าเธอทำมากเกินไป แต่สำหรับเจซ ชาน นั่นคือความสุข
เธอบอกว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่การคิดไอเดียถึงการผลิต เป็นกระจกสะท้อนการค้นพบและทบทวนตัวเอง ถึงแม้กระบวนการจะยาวนาน แต่เป็นความสุข “การสร้างสรรค์ไม่ง่าย จากมุมมองของฉัน มันไม่ใช่การวิ่งเพื่อผลลัพธ์ แต่มันคือการเข้าใจในกระบวนการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องผ่าน มันสำคัญกว่าผลลัพธ์”

แล้วจะจัดการกับความ EMO ยังไง? “เรื่องนี้จัดการยากมาก ต้องเรียนรู้ที่จะ ‘อยู่กับมัน’ (Live with it) น่าจะค่อยๆ ดีขึ้น สักวันหนึ่งเมื่อฉันมั่นใจทั้งข้างนอกและข้างในเมื่อไหร่ ค่อยมาตอบคำถามนี้อีกที (หัวเราะ)”
【多重身份的平衡】
สายตาของผู้คนอาจไม่สามารถควบคุมได้ แต่ทัศนคติของตัวเองสามารถฝึกฝนให้ปรับสมดุลได้
ผลงานหนึ่งที่เปลี่ยนมุมมองเธอมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คือหนังสือชื่อ 《新靈魂觀》 “เนื้อหาเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ ถึงฉันจะไม่เคร่งศาสนา แต่หนังสือนี้เปิดมุมคิดให้ฉันมาก ทำให้ฉันเป็นคนที่ตามใจตัวเองมากขึ้น”

“สิ่งที่ทิ้งรอยลึกที่สุดคือบทเรียนให้เราแก้ปัญหาด้วยความรัก ฟังดูเชย แต่ฉันเห็นด้วยมาก ถ้าเราใช้ความโกรธหรือความเศร้าในการตอบโต้ เราก็จะสร้าง ‘กรรม’ ขึ้นมา…” ฟังเธอเล่าแล้วเห็นได้ชัดว่าหนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตและมอบพลังให้เธอ “แม้ฉันจะพูดเรื่องนี้แล้วดูขำๆ แต่ฉันเชื่อจริงและหวังจะใช้ความรักให้มากที่สุดเพื่อให้ทุกคนดีขึ้นไปด้วยกัน”

โดยเฉพาะหลังจากพักและตัดสินใจออกจากบริษัทใหญ่ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเอง มันคือการผจญภัยและการสู้ที่แท้จริง บทบาทต่างๆ ล้วนชนกันและขัดแย้ง แต่หนังสือเล่มนี้ช่วยปรับเปลี่ยนมุมมอง ให้เธอเรียนรู้ว่าก่อนจะรับมือกับความไม่แน่นอน ต้องนิ่งอยู่กับอารมณ์ตัวเองก่อน และจิตทัศนะแบบนี้ก็ค่อยๆ ซึมเข้าไปอยู่ในผลงานของเธอ “ในอัลบั้ม HATCHING มีเพลงหนึ่งชื่อ 〈Earthly Fairy 見聞覺知〉 ค่อนข้างมีสไตล์แบบเซน ซึ่งฉันคิดว่าใกล้เคียงกับความรู้สึกที่หนังสือเล่มนี้มอบให้—ให้เราเปิดรับความงดงามของธรรมชาติ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น นี่เป็นเพลงที่เป็นตัวฉันมากๆ และเป็นสถานะธรรมชาติที่ฉันชอบ”
ผ่านการขึ้นลงของชีวิต ในช่วงเวลาที่หยุดพักกลางทาง เธอได้ค่อยๆ รื้อ เก็บ และเติมเต็มตัวเอง เรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

【面對不穩定的表態】
“ฉันคิดว่า ในปี 2024 เจซ ชาน จริงๆ แล้วไม่ได้ใส่ใจต่อปฏิกิริยาจากภายนอกมากนัก เพราะฉันแค่โฟกัสกับการทำงานของตัวเองและมีความสุขกับสิ่งที่ทำ”
เธอบอกว่าในตอนนี้การต้องรับผิดชอบหลายบทบาทเป็นเรื่องท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ให้ลองทำสิ่งใหม่ๆ มากมาย ไม่มีใครมาบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ กระบวนการสร้างสรรค์จึงกลับกลายเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างแท้จริง

“ไม่ว่าใครจะตอบสนองอย่างไร ฉันก็ไม่ค่อยเอาใจใส่ ถ้าไม่ชอบก็แสดงว่าเรามีรสนิยมไม่ตรงกัน แต่ถ้าชอบก็แปลว่าเจอคนที่คิดแบบเดียวกัน ถ้าผลงานเหล่านี้ทำให้ใครสักคนมีความรู้สึก หรือเป็นเพื่อนคลายเหงาในช่วงหนึ่งของชีวิต นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันอบอุ่นใจ”
เสน่ห์ของศิลปะและการสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ทดแทนไม่ได้ “ฉันคิดว่ายากจะนิยามว่าอะไรคือศิลปะ แต่ชีวิตประจำวันหลายสิ่งก็เป็นศิลปะได้ มันช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ ค้นหาตัวตน กระตุ้นจินตนาการและความคิด และเป็นทางระบายอารมณ์ สำหรับฉัน ศิลปะเป็นสิ่งสวยงามและจำเป็นในชีวิต”

ท้ายที่สุดเธอยิ้มเบาๆ และกล่าวว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติก สิ่งที่โรแมนติกที่สุดในชีวิตฉันอาจเป็นการเชื่อมั่นในศิลปะ และแสดงศิลปะในแบบของตัวเอง”
มองเห็นความอ่อนโยนและความแน่วแน่ของเจซ ชาน ที่ก้าวเดินอย่างมั่นคง อาจทำให้เราตระหนักได้ว่า การเผชิญหน้ากับตัวเองอย่างจริงจังและสร้างสรรค์อย่างจริงใจ คือปัจจัยสำคัญในการบ่มเพาะความมั่นใจ และการเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงก้าวหนึ่งต่อก้าวที่นำไปสู่ตัวตนที่แท้จริง

“แม้ยังไม่กล้าตั้งคำพูดแน่วแน่ แต่ในปี 2025 ฉัน—陳凱詠—จะดูแลตัวเองให้ดี และหวังจะดูแลทุกคนด้วย ปล่อยผลงานใหม่ๆ ให้เราได้แบ่งปันกัน และเติบโตไปด้วยกัน”
Executive Producer: Angus Mok
Photographer: Olivia Tsang
Art Direction: Olivia Tsang & Mimi Kong
Styling: Mimi Kong assisted by Yoanah Chan
Videographer: Alvin Kong & Matt
Video Edit: Alvin Kong
Interview: Louyi Wong
Makeup: Echo Makeup
Hair: Kenki Lau
Wardrobes: MAJE
Cosmetics: YSL Beauty


