Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

ภาพพิมพ์บนผิวกาย: ไหล นิง กับศิลปะแห่งการสลักและสัก

ภาพพิมพ์ มักเริ่มจากความคิดเสี้ยววินาทีที่แล่นผ่านมา ศิลปินฉวยช่วงเวลานั้น กวาดพู่กันและลงสี แต่สำหรับศิลปินภาพพิมพ์ การเปลี่ยนประกายไอเดียให้กลายเป็นภาพสมบูรณ์ต้องผ่านหลายขั้นตอนทั้งวาดแบบ แกะแม่พิมพ์ ทาแท่นหมึก และพิมพ์บนกระดาษ ทุกครั้งที่ลงมือเหมือนการทดลอง จนกว่าจะพลิกกระดาษออกพื้นที่จึงปรากฏเป็นผลลัพธ์สุดท้าย กระบวนการที่ช้าและคดเคี้ยวนี้กลับเป็นโอกาสให้ ไหล นิง (李寧) จัดเรียงความคิดฟุ้งฝันในหัว แล้วค่อยๆ สร้างภูมิทัศน์ไซไฟต่างๆ ลงบนผืนกระดาษ

ในฐานะศิลปินภาพพิมพ์และช่างสักพร้อมกัน ไหล นิง (李寧) ใช้ “ผืนผ้า” สร้างสรรค์งานนอกจากแม่พิมพ์ยางแล้วก็ยังมีผิวคนที่มีชีวิต สำหรับงานภาพพิมพ์เขามักใช้เทคนิคภาพนูน ซึ่งอาศัยหลักการแบบ “ลบออก” — เขาใช้เครื่องมือแกะส่วนที่ไม่ต้องการออกจากแผ่นแม่พิมพ์ ส่วนที่ต้องการพิมพ์จะถูกเก็บไว้เป็นตำแหน่งรับหมึก แล้วกดพิมพ์ออกมาเป็นภาพที่มีโทนชัดเจน ตรงกันข้าม งานสักคือการฝังสีลงบนร่างกาย เติมโทเท็มให้ผิวเรียบ ทั้งสองเทคนิคจึงเป็นการ “ลบหนึ่ง เพิ่มหนึ่ง” อีกด้านหนึ่ง ภาพพิมพ์อนุญาตให้พิมพ์ซ้ำได้หลายครั้ง ผลงานเข้าถึงสาธารณะ ขณะที่รอยสักเป็นลายบนร่างกายที่มีเพียงชิ้นเดียว ทั้งสองแนวคิดที่ดูต่างกันสุดกลับเชื่อมโยงกันในวิธีถ่ายโอนภาพและการใช้เส้น จนทั้งสองสิ่งคอยเสริมแรงให้ความคิดวิปริตของ ไหล ยิ่งชัดเจนขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นมีดแกะหรือเข็มสัก เวลาที่ลงมือต้องมีสมาธิสูงสุด ราวกับหยุดเวลาชั่วขณะ วันนี้เราไปเยี่ยมสตูดิโอของ ไหล นิง เพื่อคลี่ม้วนเวลา และเก็บภาพช่วงวินาทีนั้นไว้เป็นเฟรม

“ผมขอเปรียบภาพพิมพ์ว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้าง霸道”

ผลงานภาพพิมพ์ของไหล นิง แสดงรายละเอียดเส้นและโทนสี

เมื่อจิตใต้สำนึก ความฝัน จินตนาการ และความรู้สึกรุกเข้ามาผสมผสานกัน ก็ย่อมทอเป็นโลกแห่งภาพเหนือจริงขึ้นมา นี่คือคุณสมบัติเฉพาะของภาพพิมพ์ คุณสามารถวางวัตถุจากช่วงเวลาต่างกันร่วมกันบนผืนเดียวแล้วยังได้ภาพที่สมบูรณ์ตรงจุดนี้ทำให้ ไหล นิง อธิบายว่า: “เทคนิคภาพพิมพ์มันง่ายที่จะทำให้ภาพที่มาจากคนละทิศละทางดูสมเหตุสมผลเมื่อวางอยู่จุดเดียวกัน ผมเลยขอเปรียบว่ามันค่อนข้าง霸道 เพราะภายใต้แรงกดและพื้นผิวเดียวกัน ภาพที่พิมพ์ออกมาก็กลายเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลได้”

รายละเอียดองค์ประกอบเหนือจริงในภาพพิมพ์ของไหล นิง

ได้รับอิทธิพลจากลัทธิลี้ลับ ปรัชญาจิตวิญญาณ และนิยายไซไฟ ผลงานภาพพิมพ์ของ ไหล เต็มไปด้วยภาพเหนือจริง บนเฟรมเดียวเรามักเห็นวัตถุจากมิติเวลาแตกต่างทับซ้อนกัน เล่าเรื่องผ่านสัญลักษณ์เชิงอุปมา ไหล เล่าย้อนความว่า: “ผมพยายามจะค้นหาภาษาทางสายตาของตัวเอง ผมอยากให้คนมองภาพแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นหน้าเต็มๆ ของการ์ตูนหน้าหนึ่ง ที่รวบรวมเรื่องราวจากหลายช่วงเวลาไว้ด้วยกัน ผมคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ดึงสายตาคนดูอยู่ได้นานขึ้น จึงคิดถึงการจัดองค์ประกอบหลายๆ แบบ”

ภาพพิมพ์ขนาดใหญ่ที่รวมองค์ประกอบหลากมิติของไหล นิง

หลายคนอาจคิดว่าเมื่อ ไหล พูดถึงการ “ยึดสายตาผู้ชม” เขาหมายถึงให้คนคิดนานขึ้นต่อภาพ แต่เขากลับอยากให้ผู้ชมเล่นกับภาพเหมือนเกม สนุกกับภาพแล้วค้นพบวิธีมองโลกใหม่ๆ เรื่องเล่าเฉพาะตัวเหล่านี้เกิดจากการย่อยความฝันและความคิดส่วนตัว เรื่องราวบางครั้งดูแปลกประหลาดและลอยอยู่ระหว่างความจริงกับจินตนาการ แต่งานไม่จำเป็นต้องไขความจริงให้คนดู แต่หวังให้คนติดตามร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือความหมายของชีวิต เมื่อเหตุการณ์ในสังคมปรากฏ คุณอาจเห็นว่าทุกอย่างเป็นวงจร และความรู้สึกไร้อำนาจในการเผชิญความจริงก็จะทุเลาลง

“ผมเก่งในการค้นหาความใหม่”

ไหล นิง กำลังทำงานในสตูดิโอ แสดงกระบวนการสร้างภาพพิมพ์

งานภาพพิมพ์ของเขาเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่เกิดจากการเชื่อมโยงทางความคิด ในการตีความความหมาย ไหล เลือกเว้นพื้นที่ให้ผู้ชมตีความเอง เมื่อถามถึงความใหม่ที่งานสร้างให้เขา ไหล เปิดเผยว่าอารมณ์ของเขามักขึ้นๆ ลงๆ เขาหัวเราะว่า: “พอผมรู้สึกเบื่อ ผมก็จะพยายามหาอะไรใหม่ๆ ดู ถ้ายังหาไม่เจอก็ท้อมาก พอหาเจอก็ตื่นเต้นสุดๆ ผมยอมรับกับความรู้สึกขึ้นลงแบบนี้ได้แล้ว” ไม่ว่าจะเป็นการทำภาพพิมพ์หรือสัก งานทั้งคู่ต้องใช้ความตั้งใจยาวนาน เขามักเปิดรายการพอดคาสต์ฟังเรื่องเล่าแปลกๆ ซึ่งช่วยเติมความรู้และจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้กับเขา

“ภาพพิมพ์กับการสักคอยเกื้อกูลกัน”

งานสเก็ตช์และแม่พิมพ์ภาพพิมพ์ที่สะท้อนลายสัก

ย้อนกลับไปถึงเหตุผลที่เขาเริ่มทำภาพพิมพ์ จริงๆ แล้วมีความเกี่ยวพันกับงานสักด้วย ไหล เล่าว่าเขาตั้งใจอยากเป็นช่างสักตั้งแต่เด็ก ช่วงหนึ่งเขาเติมคลังลายสักด้วยการวาดแฟลชลายสักจนติดผนังสตูดิโอ ผลงานวาดในยุคนั้นจึงเต็มไปด้วยเส้นหนาแน่น ต่อมาอาจารย์แนะนำให้ลดองค์ประกอบในภาพลง เขาจึงหันมาทำภาพพิมพ์มากขึ้น โดยใช้วิธีตัดทอนส่วนที่เกินเพื่อจัดองค์ประกอบ ลดเส้นที่ซ้อนทับทีละน้อย ผลคือเส้นที่เกินลดลงเรื่อยๆ แต่ความหลงใหลในภาพพิมพ์กลับเติบโตขึ้น และยังดำเนินมาถึงปัจจุบัน ในการทำงานสองแขนงนี้ ผู้คนมักสงสัยว่าทั้งสองสัมพันธ์กันอย่างไร และเขาจัดสมดุลอย่างไร

กระบวนการพิมพ์ภาพบนกระดาษวาชิที่นำมาตัดต่อเป็นภาพใหญ่

ไหล ระบุว่าภาพพิมพ์กับการสักคอยสนับสนุนกันเสมอ ขณะทำภาพพิมพ์นูน เขาพิมพ์แม่พิมพ์ลงบนกระดาษวาชิ แล้วตัดต่อโทเท็มต่างๆ มาประกอบกันบนผืนผ้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายเทคนิคการถ่ายโอนลายสัก และเมื่อภาพพิมพ์มีขนาดใหญ่ขึ้นก็เหมือนการรวมภาพสักหลายชิ้นเข้าด้วยกัน

“ช่วงสักคือเหมือนการปล่อย ‘สมอ’ ของความทรงจำ”

ภาพรอยสักบนผิวกายที่แสดงรายละเอียดฝีมือของไหล นิง

เริ่มต้นจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาเคยใช้ผิวตัวเองเป็นสนามทดลอง ผ่านมาเกือบสิบปี ไหล กลายเป็นช่างสักที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในพื้นที่ การใช้ผิวคนเป็นผืนผ้าทำให้เมื่อสีฝังลงไปแล้วแทบกลับคืนไม่ได้ แล้วการสักมีความหมายอย่างไรสำหรับเขา?

ไหล เล่าถึงความรู้สึกว่า: “ผมคิดว่าการทิ้งร่องรอยบนผิวมนุษย์เป็นเรื่องเท่ มันไม่ใช่สิ่งเปลี่ยนง่าย แม้คุณวาดภาพก็ต้องเลือกวัสดุ ผมมองว่า ‘ผิวคน’ ในฐานะวัสดุถือเป็นที่สุดแล้ว เพราะมันมีชีวิต ผลงานของคุณแสดงออกบนโลกนี้ด้วยวิธีที่เป็นเอกลักษณ์ มันอยู่บนสิ่งมีชีวิต แนวคิดพวกนี้ผมว่าดึงดูดมาก”

ด้วยความไม่อาจย้อนกลับของรอยสักและความเข้มข้นของประสบการณ์ มันจึงมีความหมายมากกว่าแค่ภาพบนร่างกาย ไหล เห็นว่าการสักเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง เขาอธิบายว่า: “เมื่อมนุษย์ข้ามผ่านบางสิ่งเราเปลี่ยนไป หนึ่งในสิ่งนั้นคือความเจ็บปวด ความรู้สึกเจ็บไม่เพียงฝังอยู่ในสมองยังเป็นความทรงจำบนร่างกาย ช่วงสักเหมือนการปล่อย ‘สมอ’ ความทรงจำเอาไว้ คุณจะง่ายขึ้นที่จะระบุตัวเองว่าตรงจุดนั้นคุณเปลี่ยนไป” เพราะความเจ็บปวดไม่ใช่เล็กน้อย ผู้ที่มาสักมักมาพร้อมความตั้งใจอยากเปลี่ยน สมอนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นหรือเครื่องหมายของการเติบโต เพื่อให้ไม่หลงลืมตัวตนในช่วงหนึ่งของชีวิต

กระบวนการสักและบรรยากาศการทำงานในสตูดิโอของไหล นิง

เมื่อความชอบกลายเป็นอาชีพ ไหล ยังคงตื่นเต้นกับงานสัก ถึงแม้เขาเรียนรู้ด้วยตนเองและไม่ได้ผ่านการฝึกแบบเป็นทางการ เขาเคยถูกสัก เคยสักให้ตัวเอง หลายเทคนิคทดลองขึ้นมาทีละจุด ทุกวันมีเรื่องไม่คาดคิดให้พบ นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่รู้สึกเบื่อ

สำคัญกว่านั้น งานสักไม่ใช่เพียงรายได้ แต่เป็นโอกาสสร้างสรรค์ ไหล มักทำงานในรูปแบบสั่งทำพิเศษ ลูกค้ามักให้ข้อมูลหรือแรงบันดาลใจมา ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย ข้อความ เสียง หรือแค่ความรู้สึก เขาจะเปลี่ยนสิ่งที่ลูกค้าวางไว้ให้กลายเป็นภาพเฉพาะตัว ลูกค้ามอบอารมณ์ ศิลปินตอบแทนด้วยฝีมือ ในกระบวนการนี้เกิดการสานความไว้วางใจ การเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นยังคงทรงพลังเมื่อฝังรอยไว้บนร่างกาย เขากล่าวว่า: “การสักคือการที่ผมต้องอธิบายให้คุณเข้าใจ แล้วคุณต้องเชื่อผม เราต้องให้ความไว้วางใจกันเยอะ การเชื่อมโยงนี้ยังมีผลอยู่จนถึงตอนนี้”

ตัวอย่างลายสักที่สะท้อนการออกแบบจากงานภาพพิมพ์

“ศิลปะคือเทคนิคที่คุณใช้ตอบโต้โลกภายนอก”

ไหล นิง กำลังอธิบายแนวคิดเบื้องหลังงานภาพพิมพ์

เขาเล่าว่า: “งานที่ผมชอบมักเป็นงานที่เน้นมุมมองของผู้สร้าง การมีมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ผมมักตั้งคำถามกับตัวเองเรื่องคุณค่าของผลงาน ในวัยเด็กผมอาจให้ความสำคัญกับการแสดงทักษะ แต่ตอนหลังเริ่มรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนด้านการคิดของผู้สร้าง การทำงานบางครั้งให้เหตุผลแก่คุณว่าทำไมต้องทำงานชิ้นนี้ ซึ่งกระบวนการนั้นจะเปลี่ยนโลกทัศน์ของคุณ”

ภาพรวมองค์ประกอบซับซ้อนในภาพพิมพ์ของไหล นิง

ผลงานภาพพิมพ์ของ ไหล เต็มไปด้วยเส้นหนาแน่นที่สร้างภาพเล่าเรื่อง เมื่อองค์ประกอบต่างๆ ประกอบกัน ผู้ชมเหมือนถูกพาเข้าไปในจักรวาลของภาพ ศิลปินแปลงสิ่งที่รับเข้ามาในชีวิตประจำวันเป็นภาพ ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้ทั้งกับงานสักและภาพพิมพ์ เขาบอกว่า การสร้างสรรค์ฝึกให้เขาเชื่อมประสาทบางเส้นจนคล่อง คือการเปลี่ยนสัญลักษณ์หนึ่งไปเป็นอีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโทเท็มบนกระดาษหรือบนผิว ผลลัพธ์คือชิ้นงานที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว คำถามว่าต้องทำอย่างไรกับโลกนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำเสมอไป แต่เป็นการที่คุณยอมรับข้อมูลจากภายนอก แล้วแสดงออกในแบบของตัวเอง

ภาพงานภาพพิมพ์ที่แสดงโครงเรื่องหลากมิติและเส้นพรรณนา

เขากล่าวเสริมว่า: “การสร้างสรรค์คือการอยู่ในสถานะกึ่งความจริง เพราะคนทำงานสร้างสรรค์ไม่ได้แน่ใจว่าของที่ทำจริงหรือไม่ แต่ก็ลงมือทำก่อน งานสร้างสรรค์มักมีองค์ประกอบชักจูง เพราะคุณเปิดพื้นที่จินตนาการกว้างขวาง แล้วดูว่าคนจะยอมใส่ตัวเองเข้าไปอย่างไร” ผลลัพธ์คือผลงานไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนจิตใจผู้สร้าง แต่ยังเชื่อมโยงกับผู้ชมและยุคสมัยอย่างไม่รู้ตัว

ผลงานภาพพิมพ์และลายสักที่สะท้อนแนวคิดของไหล นิง

“ผมคิดว่าผมโชคดีที่เริ่มทำภาพพิมพ์และสักในช่วงที่ค่านิยมกำลังเปลี่ยน”

แม้ผู้คนอาจเข้าใจภาพพิมพ์และการสักในระดับพื้นฐาน แต่ทั้งสองยังไม่ใช่วิถีที่แพร่หลาย ไหล เคลื่อนตัวเองระหว่างสองรูปแบบนี้ด้วยทัศนคติที่มองโลกในแง่ดี ในอดีตผู้คนอาจมองรอยสักด้วยทัศนคติอนุรักษ์ แต่คนรุ่นใหม่ให้ความหมายกับรอยสักมากขึ้น บางคนใช้ความเจ็บเพื่อแสวงหาความเชื่อทางจิตวิญญาณ บางคนใช้โทเท็มที่ติดตัวไปตลอดเพื่อรำลึกช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต เขากล่าวตรงไปตรงมาว่า: “สมัยนี้คนต้องการคุณค่าที่มากขึ้นจากการสัก”

บรรยากาศการจัดแสดงผลงานภาพพิมพ์ของไหล นิง

สำหรับภาพพิมพ์ เขาเห็นว่าความสนใจต่อสื่อชนิดนี้ในวงการศิลปะฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น มีการทบทวนหน้าที่ของมัน ไหล รู้สึกว่าภาพพิมพ์มีคุณสมบัติในการกระตุ้นคน ศิลปินแกะภาพบนแผ่นแม่พิมพ์แล้วพิมพ์ซ้ำได้ นั่นหมายถึงการเพิ่มอัตราการเผยแพร่ของภาพ หากสัญลักษณ์นั้นขยายความหมาย สะท้อนยุคสมัย และตอบสนองความรู้สึกผู้ชม ก็ถือว่าหายากและมีคุณค่า ไหล หัวเราะว่า การสร้างสรรค์ทำให้คุณมี “อำนาจในการพูด” มากขึ้น ไม่ใช่เพราะอยากประกาศความจริงหรือเขย่าลงโลก แต่เป็นการแบ่งปันอย่างจริงใจผ่านศิลปะสายตา

ผลงานภาพพิมพ์ที่มีรายละเอียดเส้นและองค์ประกอบหลากหลาย

เส้นสายของภาพวนเวียนไม่สิ้นสุด ความคิดเกิดขึ้นและดับไปในวงจรไม่หยุด ไม่ว่าเป็นแผ่นแม่พิมพ์หรือผิวหนัง ศิลปินทำได้แค่ใช้มือจารึกสัญลักษณ์ของช่วงชีวิตลงไป ปล่อยสมอแห่งความทรงจำ แล้วปล่อยให้แต่ละคนนิยามความหมายของเวลาที่ถูกตราไว้ด้วยตัวเอง ค่อยๆ กลืนกล่อมและทำความเข้าใจ

Executive Producer: Angus Mok
Producer: Mimi Kong
Editor: Ruby Yiu
Videographer: Alvin Kong, Kason Tam
Video Editor: Alvin Kong
Photographer: Ken Yeung
Designer: Michael Choi
Special Thanks: Li Ning

EDITOR'S PICKคัดสรรโดยบรรณาธิการ