เจอร์ (Jer / 柳應廷) มีที่ยืนของตัวเองเสมอ บทสนทนากับเขาทำให้อากาศรอบตัวไหลเวียนไปด้วยความรู้สึก เปิดปากแล้วมีแต่ “อีโมชัน” ปิดปากก็ยังเป็น “อีโมชัน” เมื่อถามว่าเจอร์มีคำฮิตติดปากไหม เขาคิดต่ออยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบว่าไม่มี แล้วหันไปถามทีมงานข้าง ๆ ว่า “ผมมีคำฮิตติดปากไหม?” — ดูเหมือนว่าคำตอบจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่
น่าสนใจว่าในช่วงสั้น ๆ ของการสัมภาษณ์คำนั้นก็หลุดจากปากเจอร์ไปแล้วถึง 15 ครั้ง เขายอมรับตรง ๆ ว่าไม่ซีเรียสเรื่องเทคนิคการร้องทั้งหมด แต่ยึดที่การถ่ายทอดอารมณ์เป็นสำคัญ ทุกการแสดงสำหรับเขาคือการมอบ “อีโมชัน” ซึ่งเชื่อมโยงความรัก ความเศร้า ความโกรธ และความเกลียดไว้ด้วยกัน ในเส้นทางการร้องเพลงของเจอร์ อารมณ์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งจนแทบจะเทียบชั้นกับศิลปินชั้นนำ

คนดูที่เสียงดังถูกใจ
วง Mirror เดบิวต์มาแล้ว 4 ปี และเจอร์ เตรียมขึ้นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ชื่อคอนเสิร์ตคือ Across The Universe ตามชื่อนี้เจอร์จะพาผู้ชมเดินทางเหมือนล่องผ่านอวกาศ ข้ามผ่านดาวต่าง ๆ ข้ามกาลเวลา เป้าหมายคือสื่อความเชื่อมโยงระหว่างความรักกับมนุษย์ “ธีมคอนเสิร์ตที่กำหนดไว้ตอนนี้ จริง ๆ เริ่มคิดมาตั้งแต่เข้าวงการแล้ว ค่อย ๆ ปรับมาเรื่อย ๆ แม้แต่เซ็ตลิสต์ก็คิดมาร่วม 6–7 ปี ช่วงก่อนหน้านี้โทรศัพท์ผมพัง รายชื่อเพลงที่สะสมมาก็เกือบหายเกลี้ยง โชคดีที่คุณอา Carl (王雙駿) เก็บสำรองไว้ ไม่งั้นคงสลายไปแล้ว”

เจอร์บอกว่าตัวเองเปลี่ยนโหมดอารมณ์เร็ว ระหว่างคอนเสิร์ตอาจร้องเร็วสลับช้าได้สบาย แต่การคาดหวังให้ผู้ชมเปลี่ยนตามจังหวะเดียวกันทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องยาก “ผมอยากสร้างคอนเสิร์ตที่มีพลังดึงคนได้เหมือน Coldplay, ONE OK ROCK, หรือ Supper Moment เน้นความรักกว้าง ๆ ถ้าจะสร้างการยึดหยุ่นความรู้สึกระดับสูง ต้องเริ่มจากตัวเรา ‘เชื่อ’ ในสิ่งนั้นก่อน เมื่อคุณเชื่อจริง ๆ ผู้ชมก็จะอินตาม” เขาพูดอย่างจริงใจ “การแสดงที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนดูก็เหมือนร้องในห้องน้ำ ผมชอบคนดูที่ดัง ๆ แต่ถ้าไม่มีกรอบให้ผมทดลอง ผมบางครั้งก็อยากเล่นบทมุกเงียบ ๆ บนเวทีเพื่อทดสอบปฏิกิริยาผู้ชม”

กบฏใต้กรอบ
ยุคนี้ศิลปินภายใต้สังกัดไมได้ต้องเชื่อฟังทุกเรื่องเสมอไป เจอร์ที่มีความเป็นพังค์ในตัวยังคงยืนหยัดในความคิดของตัวเอง เรื่องที่เขายืนยันไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ ตอนที่วงยังไม่ได้ตั้ง เขาเคยปฏิเสธคำชวนของผู้จัดหลายครั้ง จนกระทั่งถูกทาบทามถึงครั้งที่สี่เขาจึงยอมเข้าร่วม แม้ Mirror จะฮอตมากแล้ว แต่การเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่เพิ่งเดบิวต์ 4 ปียังมีเหตุให้ต้องพิสูจน์ตัวเอง “ผมไม่ชอบทำอย่างที่คนอื่นทำ ผมอยากทำเพลงที่ไม่ใช่กระแสหลัก ถึงบริษัทจะเปิดกว้างให้ทดลองหลายแนว แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องการเพลงที่เข้าตลาดบ้างในหนึ่งปี ดังนั้นผมจึงใช้วิธีโน้มน้าวโดยการยอมรับก่อน ให้เขาไว้ใจ แล้วเมื่อเขาปล่อยให้ผมทำตามที่คิด ผมก็จะพิสูจน์ด้วยผลงาน”

สำหรับเจอร์ วิธีที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การตะโกนหรือยื้อเสียง แต่เป็นการใช้ความฉลาดทางอารมณ์ อารมณ์ที่ผันผวนอาจเป็นปัญหากับหลายคน แต่สำหรับเขา “อีโมชัน” คือยาที่ช่วยแก้ปัญหาเวลาการแสดงมีอุปสรรค “ผมไม่ยึดติดเทคนิคการร้องนัก บางครั้งมีตำหนิยังไม่เป็นไร ผมถึงขั้นลืมตัวไปเลย ทุกครั้งที่ร้องเพลงเดียวกันก็ยังเปลี่ยนได้ไม่เหมือนเดิม เมื่อไม่นานมานี้อัดเสียงให้ The First Take เริ่มอุ่นเสียงตั้งแต่เช้า 6 โมง จนถึงตอนบ่าย 11 โมงก็เปิดได้แค่ 70% แน่นอนว่ากดดัน แต่ผมก็โยนความรู้สึกทั้งหมดลงไป แล้วจมอยู่กับโลกของเพลง นั่นคือวิธีแก้”

ความสุขของคนโสด
มีคนบอกว่าถ้าไปสอนหนังสือไม่ควรใส่เสื้อที่มีสโลแกนหยาบ เพราะเด็กเห็นแล้วจะตื่นเต้นสุด ๆ เจอร์เพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ที่เขารอคอยในแนวร็อก เพลงนี้ทำนองโดย 陳蕾 และเนื้อโดย 黃偉文 ชื่อเพลงคือ 《JM單身9》 ซึ่งหลังโพสต์ก็มีคอมเมนต์ตอบกลับมากมายเกือบทั้งหมดยกคำว่า “JM9” มาเล่นเป็นมุก แสดงให้เห็นว่าผู้ฟังชอบกับการเล่นเสียงพ้องของคำ “ชื่อเพลง ‘JM’ หมายถึงอะไร?” ผมกับ Wyman เลือกที่จะปล่อยให้คนฟังตีความเอง อาจหมายถึง ‘Jeremy โสด’ หรือ ‘Just Meet โสด’ ก็ได้” เขาวางปริศนาให้คนร่วมเล่น แต่วิถีคนโสดไม่ได้จะง่าย ๆ ผ่านไปด้วยเสียงหัวเราะ

“แรงบันดาลใจของเพลงมาจากภาพยนตร์ Lobster ผมอยากสื่อว่าแม้คนจะโสด แต่ก็มีวิธีมีความสุขกับชีวิตของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงที่ 30 แล้วยังโสดต้องอยู่โดดเดี่ยวเสมอ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสนุกกับปัจจุบัน” สำหรับเจอร์ ประสบการณ์รักที่แย่ที่สุดคือการถูกกลืนหายไปในความสัมพันธ์ “ตอนก่อน ๆ ผมคิดว่าแค่ความรักรุนแรงก็เพียงพอ แต่จริง ๆ ถ้าไม่มีพื้นที่ส่วนตัว ทั้งชีวิตและการทำงานก็จะได้รับผลกระทบ”

อาณาจักรมายาในจินตนาการ
เจอร์ หัวเราะว่า “การร้องเพลงสำหรับผมต้องอาศัยจินตนาการ ไม่มีแบบแผน จะมีบทร่างตัวละครสำเร็จรูปมาสอนผมได้ยังไง ฮ่า ๆ” จากการตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตไปสู่โลกมหัศจรรย์ เจอร์มักใส่เนื้อร้องที่ให้ผู้อ่านตีความกว้าง ทำให้เพลงเปิดมุมมองต่อความจริงได้มากขึ้น

ในเชิงศิลปะ แนว Magic Realism ถูกเสนอขึ้นโดยนักวิจารณ์ Franz Roh ในปี 1925 แนวทางนี้ใช้วิธีการนำสิ่งมหัศจรรย์มาผสมกับการพรรณนาความจริง โดยไม่ตั้งใจให้ทุกอย่างต้องเป็นตรรกะ ตัวอย่างภาพยนตร์ที่เข้าข่ายเช่น Life of Pi (ชีวิตของปิ) โดยสรุป Magic Realism คือการสร้างยูโทเปียชนิดหนึ่ง “ผมชอบดูหนังและหลงใหลโลกแฟนตาซีแบบทิม เบอร์ตัน ใน Charlie and The Chocolate Factory น่าจะเป็นเพราะชีวิตผมมีความทุกข์บ้าง ผมอยากใช้สื่อต่าง ๆ เข้าไปเรียนรู้โลกของคนอื่น ในเพลง ‘從零開始的新世界’ ผมอ้างอิงบรรยากาศจากภาพยนตร์ Avatar และได้แรงบันดาลใจจากนักเต้นร่วมสมัย Shahar Binyamini เพื่อออกแบบท่าเต้นมีพลังในมิวสิกวิดีโอ”

姜濤 (Keung To) เดินออกมาด้วยสายตาอ่อนโยนก็ดูเป็นหนุ่มหน้าตาดี แต่เจอร์เมื่อเขาโพสท่าถ่ายรูปกลับถูกแฟน ๆ ล้อว่าเป็น “คนบ้า” อย่างไรก็ดี ในโลกของ Magic Realism ที่ไม่ต้องยึดติดตรรกะ เขายินดีให้คนบอกว่าเขาบ้าหรือ狂 มากกว่าให้เขาต้องเกรงใจกรอบสังคม เพราะความปั่นป่วนทางอารมณ์นั้นทำให้เจอร์เป็นคนที่หลุดพ้นความจริงและมีเสรีภาพมากขึ้น
Photographer: Olivia Tsang
Art Direction: Olivia Tsang & Mimi Kong
Styling: Mimi Kong assisted by Yoanah Chan
Videographer: Kason Tam & Wong Hing Hang
Video Edit: Kason Tam & Alvin Kong
Makeup: Rainbow Chung & Mayling Suen @Annie G. Chan Makeup Centre
Hair: Man Chan @CHIC Private I Salon
Interview: Ms. A
Jewelry: EMPHASIS
Wardrobe: Junya Watanebe @Joyce, Sandro, Wilsonkaki, JW Anderson @Mr. Porter, Dolce & Gabbana, Harvey Nichols


