Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

ศิลปะฮ่องกง: ชีวิตใหม่ของ Sharon Cheung กับ SC Gallery

ศิลปะฮ่องกง อยู่ในเส้นทางชีวิตของคนเราไม่เท่ากัน แต่จุดเริ่มต้นไม่ได้กำหนดเส้นทางข้างหน้า การเข้าใจความต้องการในแต่ละช่วง วางใจในสิ่งที่รักจริงๆ อาจเป็นการสะสมพลังป้อนชีวิตให้เดินต่อไปได้ยาวนานกว่าเดิม ฮ่องกงนักสื่อสารมากประสบการณ์ Sharon Cheung (張寶華) ทำงานข่าวสารมานาน ก่อนจะผันตัวสู่แวดวงบันเทิงและธุรกิจ เธอเดินอยู่บนแนวหน้าของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อถึงจุดที่งานค่อนข้างมั่นคง เธอกลับตัดสินใจกลับเรียนหนังสือและจับพู่กันอีกครั้ง — ลงทะเบียนหลักสูตรปริญญาศิลปะสามปีที่สถาบันศิลปะฮ่องกง การตัดสินใจนั้นเปลี่ยนชีวิตและนำพาเธอสู่การเดินทางทางศิลปะอย่างเป็นทางการ

ตั้งแต่เด็ก Sharon มีความสนใจหลายด้าน ตอนนั้นเธอไม่ได้มองว่าการวาดภาพเป็นเรื่องจริงจัง แต่หลายปีต่อมาเมื่อทุ่มเทให้กับวงการศิลปะเต็มตัว กลับเป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึง ประสบการณ์ต่างๆ ทั้งการทำงานในฐานะผู้จัดนิทรรศการและการจัดแสดงงาน ทำให้เมล็ดพันธุ์ศิลปะฝังแน่นในใจ การกลับมาศึกษาศิลปะครั้งใหม่เหมือนไขประตูอีกบานในโลกของเธอ — นอกจากจะกลับมาจับพู่กันสร้างสรรค์แล้ว ในช่วงนั้นเธอยังได้พบและทำความรู้จักกับคนเก่งๆ ในแวดวงศิลปะท้องถิ่น ได้เห็นมิติหลากหลายของศิลปะท้องถิ่นอย่างเต็มตา

ในปี 2022 ขณะที่ผลกระทบจากโควิดยังคงอยู่ Sharon ไม่เคยหยุดก้าวตามศิลปะ ปีนี้นอกจากเตรียมผลงานสำหรับนิทรรศการจบปริญญา เธอยังได้เปิด SC Gallery ในเดือนมีนาคม เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้สร้างสรรค์ท้องถิ่นมีเวทีจัดแสดงงาน

การเปลี่ยนสายงานในวัยกลางคน Sharon มองว่าไม่สายหรือเร็วจนเกินไป และยังเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะท้องถิ่นกำลังเริ่มบูม จากการเป็นผู้สร้างสรรค์ ผู้จัดนิทรรศการ จนวันนี้มีหอศิลป์ของตัวเอง ทุกอย่างไม่ได้มาโดยง่าย แล้วเธอใช้ความตั้งใจแบบไหนก้าวมาถึงวันนี้? เบื้องหลังเธอมีความเชื่อมั่นต่อศิลปะฮ่องกงอย่างไร? ตอนนี้ในรายการ “ศิลปะเดินทาง” ทีมงานได้ตาม Sharon มาที่ SC Gallery ในย่าน Wong Chuk Hang เพื่อพูดคุยถึงเส้นทางใจที่ทำให้เธอก้าวเข้ามาในวงการศิลปะและความคาดหวังต่อการพัฒนาของศิลปะฮ่องกง

「重新學習藝術令我打開了世界另一道門。」

ถ้าพูดว่าการยึดติดกับความคุ้นชินทำให้ถดถอย Sharon เป็นตัวอย่างคนที่กล้าหาญในการเปลี่ยนแปลง หลังจากคลุกคลีในวงการสื่อและบันเทิงมายาวนาน ชีวิตดูเหมือนเรียบง่ายต่อการก้าวไปต่อ แต่สิ่งใดกันที่เป็นจุดเปลี่ยนให้เธอออกจากพื้นที่ปลอดภัยไปยังเส้นทางใหม่ Sharon ยิ้มและเล่าว่า “ชีวิตมีบางสิ่งที่เมื่อมาเจอแล้วอาจเบ่งบาน ผลิดอกออกผล ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของปัจจัยและโอกาสของคนเรา” การรับหน้าที่เป็นทูตศิลปะของ Wharf (九倉) เป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้คนและสภาพแวดล้อมรอบตัวค่อยๆ กระตุ้นให้เธอกลับมาผูกสัมพันธ์กับการสร้างสรรค์ศิลปะอีกครั้ง

Sharon ผ่านการทำข่าวระดับข้ามประเทศอย่างต่อเนื่อง และรับผิดชอบงานอีเวนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ เธอเคยคิดว่าคงไม่มีอะไรที่จะยากเกินไป แต่เมื่อพูดถึงการเรียนศิลปะ เธอก็ไม่ปิดบังความยากลำบากว่า “ปีแรกยากเกินบรรยาย จริงๆ ฉันคิดว่าตัวเองมีความเข้าใจดี แต่พอกลับไปเรียนปีแรก ฉันฟังภาษาที่อาจารย์ใช้ไม่รู้เรื่องเลย เพราะไม่เคยได้สัมผัสทฤษฎีพวกนั้น ทำให้รู้สึกกลัวเวลาขึ้นเรียน”

Sharon ขณะวาดภาพในสตูดิโอ

คนที่คิดแบบเหตุผลล้วนๆ อย่างเธอไม่เข้าใจคำว่า “พูดคุยกับภาพวาด” หรือ “ปล่อยให้ภาพทำหน้าที่ของมันเอง” เธอเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า “การฝึกสื่อมวลชนเน้นความเป็นกลาง แต่ศิลปะกลับเป็นการพลิก 180 องศา — มันคือการค้นหาความรู้สึกส่วนตัวของศิลปิน” การเรียนทำให้เธอกลับมาทบทวนว่าตลอดเวลาที่มองโลกด้วยตรรกะล้วน เธออาจละเลยการใช้หัวใจรับรู้ความงามต่างๆ รอบตัว หลังผ่านการฝึกฝนสามปี เธอยิ้มว่าเดี๋ยวนี้เธอสามารถสลับระหว่างมุมมองเชิงอัตวิสัยและวัตถุวิสัยได้ คลี่เปิดมุมมองใหม่ในการมองสิ่งต่างๆ

「香港藝術現在正值最黃金的時間。」

มุมจัดแสดงงานที่ SC Gallery

จากคนนอกสู่ผู้ก่อตั้ง SC Gallery Sharon เจอเสียงคัดค้านมากมายตลอดทาง แต่แม้มีเหตุผลนับร้อยที่อาจทำให้เธอถอย เธอกลับมีใจแน่วแน่เพียงหนึ่งใจ เมื่อคนอื่นยังถกเถียงว่าเวลานี้เหมาะกับการทำงานด้านศิลปะในฮ่องกงหรือไม่ Sharon ลงมือทำแล้วเธอจึงได้คำตอบจากการปฏิบัติ

เมื่อเราถามว่าเคยคิดไหมว่า “ถ้าเริ่มเร็วกว่านี้จะดี” เธอตอบอย่างหนักแน่นว่า “ฉันคิดว่าสเตจชีวิตแต่ละช่วงของฉันตรงพอดีกับเวลาที่ควรทำ” สำหรับเธอไม่มีคำว่าสายหรือเร็วเกินไป — ทุกช่วงเวลาที่เราเลือกลงมือคือ “พอดีที่สุด”

ทบทวนประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ในปีที่เธอทำข่าว สื่อยังทรัพยากรหนาแน่น ต่อมาที่เข้าวงการบันเทิงก็เจอกับยุคทองของหนังฮ่องกง แต่พอมองไปสภาพปัจจุบันเธอบอกว่า “ผม/ฉัน (note: ผู้พูดคือผู้หญิง ใช้ ‘ฉัน’) รู้สึกว่าในตอนนี้ศิลปะกำลังอยู่ในช่วงทอง เพราะมันมีบทบาททางสังคมที่สำคัญขึ้น — เมื่อตัวกลางอื่นๆ ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศิลปะสามารถแบกรับหน้าที่มากขึ้นในการบันทึกสังคมและจิตวิญญาณของผู้คน” (แปลและปรับตามบริบท)

ผลงานศิลปะจัดแสดงในนิทรรศการ

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “งานศิลปะมีความไม่ชัดเจนแบบหนึ่ง — แม้ในยุคที่บีบคั้นและตึงเครียด งานศิลปะยังสามารถอยู่รอดได้” ผลงานศิลปะสะท้อนวิญญาณของสถานที่ Sharon มองว่าในวันนี้ศิลปะไม่ได้หมายถึงแค่ความงามแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันกลายเป็นพยานของยุคสมัย

「藝術圈的朋友有種特質是我在過去的圈子中感受不到,就是那份『純粹』。」

หลังถอยจากวงจรสื่อที่จังหวะรวดเร็ว Sharon ยังบอกว่าเธอยังปรับตัวกับจังหวะช้าของวงการศิลปะอยู่ ในที่ทำงานเดิม ข้อมูลท่วมเข้ามาอย่างรวดเร็ว การสื่อสารต้องไว แต่เมื่อเธอได้ใกล้ชิดศิลปินมากขึ้น เธอรู้ว่าการสื่อสารและการสร้างสรรค์ต้องใช้เวลา จังหวะที่ช้าลงทำให้ศิลปินมีเวลาย่อยข้อมูลและเปลี่ยนความรู้สึกเป็นพลังสำหรับงาน จนกลายเป็น DNA ของผลงาน

บรรยากาศการพูดคุยกับศิลปินที่ SC Gallery

เมื่อสะสมประสบการณ์ชีวิตจนถึงวันนี้ เราถามว่าเส้นทางศิลปะเปลี่ยนอะไรในตัว Sharon มากที่สุด เธอตอบทันทีว่า “อันดับแรกเลยคือได้รู้จักเพื่อนมากมาย แต่ละคนในสาขาของตัวเองเปิดประตูใหม่ให้ฉัน” ไม่ว่าจะเป็นคนทำเซรามิก ภาพพิมพ์ หรือภาพสีน้ำมัน ทุกคนมีประวัติชีวิตที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่ทำให้ Sharon ประทับใจที่สุดไม่ใช่ผลงานที่วิเศษแค่ไหน หากเป็นความ ‘บริสุทธิ์’ ที่พวกเขามี

ศิลปินกำลังปรับแต่งผลงานก่อนจัดแสดง

เธอกล่าวว่า “ศิลปินจำนวนมากทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน พวกเขาบริสุทธิ์มากในความตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุด ไม่ค่อยคิดมากหรือคำนวณเวลาที่เสียไป” เธอหยิบยกตัวอย่างนิทรรศการในแกลเลอรีชื่อ “還有陽光” ที่ศิลปินลงรายละเอียดในผลงานอย่างตั้งใจ แม้แต่ช่องเล็กๆ หรือลูกเล่นสีเล็กจุดเดียว ก็เต็มไปด้วยความตั้งใจ ทุกจังหวะพู่กันมีอารมณ์ — สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเทียบด้วยเงินหรือความเร็ว Sharon สรุปด้วยความซาบซึ้งว่า “ความบริสุทธิ์นี้ต่างจากสังคมที่มุ่งหวังผลประโยชน์มาก ฉันพบว่ามีคนดีๆ แบบนี้จริงๆ”

「人生必須作出取捨,但我不會停止繪畫。」

Sharon กำลังทำงานที่โต๊ะวาดภาพ

Sharon ทำหลายบทบาทพร้อมกัน — นอกจากบริหารบริษัทยังดูแล SC Gallery เคยเป็นอาจารย์ที่ Chinese University และยังมีช่อง YouTube ของตัวเอง ช่องของเธอปล่อยคลิปใหม่เกือบทุกวัน หัวข้อครอบคลุมวรรณกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ การเมือง ชีวิต และข่าวสาร หลากหลายจนต้องยกนิ้วให้ ในวันที่ทีมสัมภาษณ์ เธอยังยุ่งจัดเตรียมการจัดนิทรรศการครั้งต่อไป พวกเราต่างทึ่งว่ามีคนที่สามารถทำหลายอย่างได้สุดยอดขนาดนี้

แม้ตารางชีวิตแน่นขนัด Sharon ยังคงหาเวลาวาดรูป เพราะการวาดภาพเป็นช่องทางระบายความเครียดและที่พักใจ แต่เธอยอมรับว่าเวลาสำหรับงานสร้างสรรค์ยังน้อยไป ไม่ได้มีอิสระเต็มที่ อย่างไรก็ตามเธอเข้าใจดีว่าทุกคนมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและพลังงาน การต้องเลือกคือเรื่องปกติ แต่สิ่งที่แน่นอนคือเธอจะไม่หยุดเส้นทางการสร้างสรรค์

เมื่อพูดถึงผลงานล่าสุด เธอเล่าถึงชุดภาพเหมือนเชิงนามธรรม ก่อนหน้านี้ Sharon ชอบใช้สีสดใสวาดภาพทิวทัศน์และดอกไม้ แต่หลังจากผ่านการเรียนศิลปะสามปี เธอหันมาสนใจการร่างใบหน้าที่บิดเบี้ยว ในเชิงสไตล์เธอได้รับแรงบันดาลใจจาก Francis Bacon ที่สร้างใบหน้าผุพังด้วยลายเส้นโฉบเฉี่ยว และผสมกับองค์ประกอบที่อัดแน่นด้วยอารมณ์แบบ Edvard Munch เพื่อสร้างแรงตึงทางสายตา

Sharon เคยนำผลงานไปให้คนอื่นดูแล้วโดนบอกทันทีว่า “คนวาดภาพเหมือนไม่ขายนะ” ถูกติดป้ายปฏิเสธ แต่แรงจูงใจในการทำชุดภาพเหมือนไม่ได้ขึ้นกับมูลค่าตลาด เธอกล่าวอย่างไม่อายว่า “การวาดคนมีความเป็นไปได้มากมาย — ฉันไม่ได้วาดแบบเรียลลิสม์จนเหมือนจริง ทุกภาพเป็นหน้าที่ถูกบิดแปลง (Deformed Faces) ฉันเชื่อว่าใบหน้ามีข้อมูลและรหัสความรู้สึกมากมาย ซึ่งน่าสนใจสำหรับฉัน” เธอยียวนว่า “คนอื่นบอกว่าวาดขายไม่ได้ ฉันก็อยากลองดูว่าขายได้ไหม ฉันอยากเรียนรู้ความบริสุทธิ์นั้น — ถ้าทุกอย่างวัดด้วยเงิน การสร้างสรรค์ย่อมถูกจำกัด”

「選擇投身藝術、開辦畫廊讓我感覺終於找到下半輩子值得憧憬的事。」

ภายใน SC Gallery จัดแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น

ชุดผลงานภาพเหมือนกลุ่มนี้จะแสดงที่ Hong Kong Arts Centre ในเดือนกรกฎาคม ก่อนย้ายมาจัดแสดงที่ SC Gallery ในเดือนสิงหาคม ก่อนหน้านี้แกลเลอรีจัดนิทรรศการธีมที่รวบรวมงานศิลปะท้องถิ่นหลายครั้ง จุดประสงค์ของ Sharon ในการตั้งแกลเลอรีคืออยากให้ผลงานของศิลปินฮ่องกงเล่าเรื่องเมืองนี้

จากแนวคิดสู่การลงมือทำ หลายคนคงคิดว่าต้องใช้เวลานาน แต่ที่น่าอัศจรรย์คือแกลเลอรีเกิดขึ้นภายในสองสัปดาห์ Sharon เล่าได้แรงบันดาลใจจากคำสนับสนุนของศาสตราจารย์ Chan Yuk Keung (陳育強) นำมาสู่การเตรียมงาน เธอยอมรับว่า “ฉันไม่คิดมาก เพราะคิดมากแล้วจะถอย — เมื่อนึกถึงปัญหาในหัว คุณจะกลัวจนไม่เริ่มทำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือระหว่างทางมันย่อมมีปัญหา ให้แก้ปัญหาไปทีละอย่าง ชีวิตคือการเผชิญและแก้ไขปัญหา”

การเตรียมจัดแสดงภายในแกลเลอรีก่อนเปิด

ด้วยความเด็ดขาดและความรวดเร็วในการตัดสินใจ แกลเลอรีเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม เธอยินดีที่ได้เล่าว่า “เมื่อฉันตัดสินใจทำ ปุ๊บก็รู้สึกว่าชีวิตมีทางไป เหมือนได้เห็นแสงแดดที่ปลายทาง รู้สึกว่ามีสิ่งที่ฉันอยากมุ่งหวังในช่วงชีวิตที่เหลือ พร้อมรับความท้าทายและแรงกระแทกไปกับเส้นทางที่ยาวไกล — นั่นคือประโยชน์สูงสุดที่ฉันได้รับจากการเข้ามาในวงการศิลปะ”

Sharon พูดคุยกับทีมงานขณะจัดนิทรรศการ

SC Gallery ยืนอยู่บนฐานของฮ่องกง ปัจจุบันร่วมงานกับศิลปินท้องถิ่น ผลงานของพวกเขาหยิบยกประเด็นรอบตัวฮ่องกง เป็นการบันทึกผู้คน ความรู้สึก และชีวิตในเมือง รวมถึงจังหวะและการเปลี่ยนแปลงของสังคม Sharon กล่าวว่า “ฉันไม่ต้องการให้ผลงานศิลปะเป็นแค่ของตกแต่ง แต่หวังให้มันมีน้ำหนักของยุคสมัย นั่นคือความคาดหวังสูงสุดของฉันต่อแกลเลอรี”

「香港現在正經歷一個大時代的轉變,其實這個時候就是香港藝術家要爆出來的時候。」

น้ำหนักของยุคสมัยหมายถึงความเชื่อมโยงระหว่างผลงานกับเมือง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนมากขึ้น ผลงานทางวัฒนธรรมก็ยิ่งมีพลังสร้างสรรค์มากขึ้น Sharon มองว่าเมื่อฮ่องกงกำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นี่คือโอกาสดีให้ศิลปินฮ่องกงแสดงศักยภาพและแตกหน่อขึ้นมา

ศิลปินและทีมงานร่วมกันจัดนิทรรศการ

Sharon มั่นใจในความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินฮ่องกง เธอเห็นว่าผลงานสมัยนี้ไม่ได้เน้นแค่ฝีมือการเขียน แต่ให้ความสำคัญกับแนวคิด ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของศิลปิน ต่อคำถามว่า “ศิลปินคือใคร” เธอตอบว่า “ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใด หากจะไปได้ไกลและประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือการใช้สมอง — การคิดที่กว้างไกล มีประสบการณ์ และมีความเฉียบแหลม จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณไปได้ไกลแค่ไหน”

ศิลปินฮ่องกงฝีมือสูง แต่หลายครั้งขาดช่องทางแสดงงาน วันนี้ SC Gallery ทำหน้าที่เป็นพื้นที่จัดแสดง ช่วยให้การโปรโมตศิลปะท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ควบคุมได้มากขึ้น เธอหวังว่าจะใช้ผลงานของศิลปินเหล่านี้เล่าเรื่องฮ่องกงต่อไป

ผลงานศิลปะจากศิลปินท้องถิ่นจัดแสดงในแกลเลอรี

ไม่ว่าจะเปลี่ยนเส้นทางยังไง Sharon ยังคงยึดฮ่องกงเป็นฐานชีวิต เธอบอกว่าเธอมีความผูกพันกับที่นี่และไม่อยากทิ้งมันง่ายๆ เธอยิ้มว่า “วันนี้สิ่งที่คุณเห็นในตัวฉัน ล้วนเกิดจากดินแดนและวัฒนธรรมที่นี่ — ถ้าฉันจากฮ่องกง สถานที่อื่นก็ยังคงเป็นแปลกหน้า ที่คุ้นเคยที่สุดก็ยังคงเป็นที่นี่” สุดท้ายผู้ที่เรียกตัวเองว่า “หัวใจมีไฟ” บอกว่ามีโครงการมากมายรอให้เปิดเผย แต่ตอนนี้ยังอยากเก็บไว้เป็นความลับไว้ก่อน

ชีวิตยังอีกยาวไกล การค้นพบสิ่งที่อยากมุ่งมั่นในช่วงชีวิตที่เหลือไม่ใช่เรื่องง่าย หวังว่า Sharon จะเดินหน้าต่อทั้งในทางงานสร้างสรรค์และการพัฒนาแกลเลอรี เพื่อร่วมสร้างยุคทองของศิลปะฮ่องกงไปด้วยกัน

Executive Producer: Angus Mok
Editor: Ruby Yiu
Videography: Andy Lee, Joyce Che
Photography: Vicky Wai , Andy Lee
Video Editor: Andy Lee
Designer: Edwina Chan
Location: SC Gallery
Special Thanks: Sharon Cheung
Artworks: Chan Wai Lap, Frank Tang, Ho Sin Tung, Lau Yin Yeung, Tobe Kan, Yau Kwok Keung

EDITOR'S PICKคัดสรรโดยบรรณาธิการ