Skip to content Skip to sidebar Skip to footer

การจากลา: Ricky Luk (含蓄) กับภาพวาดที่ปลอบใจ

ย้อนมองช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมและคนรอบตัวเงียบ ๆ เปลี่ยนไปหลายอย่าง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจไม่ดังแต่ค่อย ๆ เข้ามาครอบครองชีวิตประจำวันของเรา เรื่องของผู้ใหญ่คือความตระหนักรู้ทางอารมณ์ ไม่ว่าจะดีใจหรือเศร้า เราก็มักไม่แสดงออกตรง ๆ แล้ว ในเมื่อทุกคนต่างสวมหน้ากากใช้ชีวิตปกติแล้ว คุณนานแค่ไหนที่ไม่ได้เผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเองอย่างจริงจัง? ศิลปินภาพประกอบชาวฮ่องกง Ricky Luk (含蓄) ลาออกจากงานสถาปนิกตั้งแต่ปี 2014 เพื่อทุ่มเทให้กับงานศิลปะ เขาเก็บรวบรวมเรื่องเล่าของคนฮ่องกงด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วเปลี่ยนความรู้สึกที่ถูกซ่อนไว้ให้กลายเป็นงานสร้างสรรค์ ผลงานของเขามีทั้งหนังสือภาพข้อความหลายเล่ม เช่น 《如果我們只有相遇不會重逢》, 《我不要在孤單中死去》, 《累倒就躺著不要動》 และผลงานเล่มล่าสุดที่พิมพ์เมื่ิอเดือนกรกฎาคมปีนี้คือ 《於是我們擁有了失去》 ซึ่งมีธีมเกี่ยวกับการจากลา

含蓄 สร้างตัวละครประจำงานด้วยเส้นเรียบง่ายที่กลายเป็นสัญลักษณ์คือ “คนใส่หน้ากาก” ซึ่งลบลักษณะประจำตัวของผู้ถูกวาด ทำให้ตัวละครนั้นอาจเป็นศิลปินเอง หรืออาจเป็นผู้อ่านที่กำลังมองภาพ เขานำเรื่องเล่าที่เก็บมาเรียบเรียงด้วยไม่กี่เส้นสายและข้อความเยียวยา บันทึกความพลันเปลี่ยนของความเศร้าและความยินดีในเมือง ผ่านงานภาพและคำ เขาช่วยเรียบเรียงความรู้สึกที่พูดได้ยาก กล้าเปิดให้เห็นมุมอ่อนแอของตัวเองและผู้อื่น เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกนั้นออกมา

ในช่วงสองปีที่ความคิดถึงและการจากลารุมเร้า เขาเปิดรับเรื่องราวเกี่ยวกับ “การจากลา” ทางออนไลน์และรวมเล่มเป็นหนังสือ 《於是我們擁有了失去》 การจากลาเป็นสิ่งที่ยากจะคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการจากลาทางชีวิตและความตาย มิตรภาพ ความผูกพันในครอบครัว หรือความรัก เมื่อต้องเผชิญกับความโศกและความอ่อนแรงจากเรื่องเหล่านี้ เขาจึงหันมาทบทวนความหมายของการสูญเสียอีกครั้ง ในยุคที่การจากไปกลายเป็นเรื่องปกติ ผลงานชิ้นนี้ตั้งใจมอบให้กับผู้ที่กำลังเผชิญการจากลา เพื่อหวังว่าผู้อ่านจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

ในตอนนี้ของรายการ “艺城游记” เราเชิญ含蓄 มาเดินเล่นในเมือง คุยถึงวิธีที่เขาเปลี่ยนเรื่องเล่าที่เก็บมาสู่การสร้างสรรค์ ในฐานะที่เป็นคนรับฟังเรื่องราวอย่างเป็นอาชีพ เขาจัดการกับอารมณ์ที่ผู้อื่นมอบให้ตัวเองอย่างไร แล้วแปรสิ่งนั้นให้กลายเป็นพลังเยียวยา? และสำหรับหนังสือเล่มใหม่ที่เขาบอกว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก กระบวนการเกิดขึ้นของมันเป็นอย่างไร?

“เมื่อตอนสร้างตัวละคร ‘含蓄’ ผมหวังให้การสื่อสารเป็นไปในสองทาง”

ย้อนพูดถึงการเปลี่ยนจากสถาปนิกมาทำงานศิลป์เต็มตัว 含蓄 เปิดใจว่ามาจากความสิ้นหวังต่อสภาพสังคมในตอนนั้น เมื่อคิดถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนในปี 2014 เขาถามตัวเองว่าต้องการทำอะไรที่สุด และในเมื่อเขาชอบวาดภาพจึงตัดสินใจออกจากพื้นที่ปลอดภัยมาทำงานศิลปะ เขาชี้ว่าทั้งสองอาชีพดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่จริง ๆ แล้วมีจุดร่วมกัน เขากล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรม หรือสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ทั้งสองอย่างคือการก่อร่างบางสิ่ง คนเราจะสังเกตแล้วนำสิ่งนั้นมาแปรสภาพเป็นงาน เพียงแต่กระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมค่อนข้างช้า แต่ทั้งคู่ต้องสังเกต ศึกษา และฟังมากมาย แล้วค่อยแปรสิ่งเหล่านั้นให้เป็นงาน”

ภาพวาดคนใส่หน้ากากโดย HUMCHUK

เมื่อพูดถึงผลงาน สัญลักษณ์อย่าง “คนใส่หน้ากาก” กลายเป็นภาพจำของเขา 含蓄 เล่าว่าเขาเลือกชื่อนี้เพราะรู้สึกว่าวิธีการสื่อสารในเมืองนี้มักเป็นไปทางเดียว เขาจึงต้องการตัวละครที่เว้นช่องว่างให้ผู้ชมได้คิดและใส่ความหมาย เขาเล่าว่า “ผมคิดว่าการสื่อสารระหว่างคนไม่เคยเป็นทางเดียว แต่เมืองนี้ชินกับการสื่อสารรูปแบบทางเดียวบ่อยครั้ง คุณพูดโดยไม่คาดหวังปฏิกิริยาจากคนอื่น ตั้งแต่ 2014 จนถึงตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างมากคือ ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน มันมักเป็นท่าทีทางเดียว และไม่ยอมเว้นที่ให้คนอื่นตอบกลับ”

ผ่านหน้ากากที่ปิดบังใบหน้า ศิลปินหวังให้ผู้อ่านคาดเดาเบื้องหลังของสีหน้าและข้อความ ในขณะที่ศิลปินหลายคนพยายามเปลี่ยนสไตล์การวาดอยู่เรื่อย ๆ 含蓄 ยังคงยึดหลักความเรียบง่าย เขาตัดรายละเอียดทั้งภาพและคำอย่างตั้งใจ เพราะเชื่อว่า “ถ้ามีช่องว่างก็ไว้ให้เป็นช่องว่าง ถ้ามีที่ให้คิด ก็ไม่จำเป็นต้องวาดทุกอย่างออกมา”

เขาเผยว่าเตรียมงานจัดนิทรรศการส่วนตัวและกำลังทบทวนการเปลี่ยนแปลงเชิงการสร้างสรรค์ เขากล่าวว่า “น่าสนใจตรงที่ ‘含蓄’ ผ่านมาหลายปีแล้วแต่ตัวละครแทบไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่ผมเล่าไม่เคยซ้ำ เพราะคุณมีเรื่องอยากพูดไม่รู้จบ” ด้วยเหตุนี้ ‘คนใส่หน้ากาก’ ของเขาจึงพาเราเดินผ่านหัวข้อเรื่องการอยู่เป็นเพื่อน ความเหงา ความอ่อนแรง และการจากลา ภาพและคำเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกระจกที่สะท้อนความในใจ ให้เรากล้าจ้องดูความอ่อนแอที่เคยถูกฝัง

ภาพประกอบจากหนังสือของ HUMCHUK

“หลังการพบกัน สิ่งนั้นก็จากไป ผมแค่เป็นผู้ฟัง”

การจัดการกับอารมณ์ไม่เคยง่าย แต่การเก็บเรื่องของคนอื่นคือแกนกลางของงานเขา เราอยากรู้ว่าเขาย่อยอารมณ์ที่คนอื่นมอบให้ตัวเองอย่างไร

ภาพประกอบสีนุ่มจาก HUMCHUK

เขาหัวเราะแล้วกล่าวว่า “นี่เป็นคำถามที่คนชอบถามผมมาหลายปี หลายคนในงานสังคมสงเคราะห์อยากรู้ว่าผมฟังเรื่องเล่าทั้งหมดแล้วจัดการอย่างไร แต่ผมรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ตัวเอกในเรื่อง เมื่อคุณตระหนักว่าไม่มีความรับผิดชอบทั้งหมด คุณก็จะไม่รู้สึกหนักเกินไป บ่อยครั้งผมเป็นเพียงผู้ฟังที่อยู่เคียงข้าง ถ้าจับได้ไอเดียในการสร้างสรรค์ ผมก็จะแปรมัน แต่หลังการพบกัน สิ่งนั้นก็ผ่านไปแล้ว” ทัศนคติที่ตระหนักและปล่อยวางเช่นนี้ทำให้เขาก้าวต่อได้โดยไม่พังทลาย

ภาพสเก็ตช์หน้ากากโดย HUMCHUK

含蓄 เล่าว่าเมื่อหลายปีก่อนเขาเคยนั่งแลกเรื่องราวกับผู้คนในงานตลาด มีคนมานั่งเล่าคิวยาวประมาณ 90 คนในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความกดดัน มีหญิงสาวคนหนึ่งเล่าแล้วตำหนิเขาว่าเขาช่วยอะไรไม่ได้มาก เขาจำได้ว่าตอบเธอว่า “ผมไม่ได้มาช่วยคุณ ผมแค่บังเอิญมาเจอและได้เดินร่วมทางกับคุณ 5 นาทีหรือ 10 นาที ผมไม่มีสิ่งใดที่จะนำออกไปจากคุณ ผมไม่มีอำนาจจะเปลี่ยนอะไร ผมเพียงแค่มาอยู่เป็นเพื่อนเท่านั้น” การตอบแบบนั้นไม่ทำให้เขาหมดกำลังใจ กลับทำให้เข้าใจบทบาทของตัวเองมากขึ้น คือการดึงตัวออกจากอารมณ์ของคนอื่นและวาดหรือเขียนด้วยระยะห่างที่พอเหมาะ งานของเขาจึงเรียบง่ายให้ผู้อ่านค่อย ๆ เคี้ยวซึมซับและทิ้งรสสะเทือนในใจไว้

“การนำเรื่อง ‘การจากลา’ มาสร้างงานเป็นเรื่องยาก”

ภาพประกอบธีมการจากลาโดย HUMCHUK

เมื่อพูดถึงที่มาของหนังสือ 《於是我們擁有了失去》 含蓄 ยังอดทึ่งไม่ได้ที่เขาสามารถรวบรวมเรื่องราวหนักหน่วงเช่นนี้เป็นเล่มได้ เมื่การจากไปกลายเป็นความคุ้นชินในชีวิตประจำ เรากลับยังไม่เก่งที่จะบอกลาหรือเผชิญกับความสูญเสีย เขากล่าวว่า “การหยิบเรื่องการจากลาเป็นหัวข้อมันยาก เพราะการจากลาไม่ใช่วิธีการหรือกระบวนการสั้น ๆ การจากลาไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่มันคือเส้นที่แบกรับเรื่องราวทั้งหมดของคนนั้นและความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นกับผู้อื่น ทุกครั้งที่ผมพยายามใส่ตัวเองเข้าไปในเรื่อง ผมต้องใช้พลังมาก และคุณไม่มีทางได้ข้อมูลครบถ้วนจากเรื่องหนึ่งเรื่อง คุณต้องจินตนาการมากเกินไป เมื่อต้องจินตนาการมาก ก็เหนื่อยและยากจะออกมาได้”

เรื่องเล่าที่เขาเก็บมามีทั้งการย้ายถิ่น การเลิกรา การติดคุก การส่งคนที่รักจากไป เปี่ยมด้วยน้ำหนักของชีวิตและการลาจาก หลังอ่านเรื่องเหล่านี้ เขาเคยสงสัยว่าจะมีคนอยากอ่านหนังสือที่ขมขื่นแบบนี้หรือไม่ แต่ว่าการสูญเสียเป็นช่วงหนึ่งที่เราต้องผ่าน และนั่นทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามว่าการจากลานั้นเป็นยังไง ความหมายของการสูญเสียคืออะไร

ภาพหน้าปกหนังสือโดย HUMCHUK

เขาอธิบายอย่างลึกซึ้งว่า “ผมค่อย ๆ เริ่มเข้าใจว่าการจากลา หรือการเผชิญความจากลาเป็นเรื่องที่คุณต้องยอมรับเงียบ ๆ มีความรู้สึกไม่อาจหลีกเลี่ยง มีความโศกเศร้า แต่คุณต้องยอมรับ ในชื่อหนังสือ 《於是我們擁有了失去》 หมายความว่า สุดท้ายเราจะ ‘เป็นเจ้าของ’ การสูญเสียนั้น เราไม่ได้มีปฏิกิริยาหนักหน่วงใหญ่โต แต่สุดท้ายเรายอมรับมัน ส่วนที่ขาดหายจะกลายเป็นความว่างในชีวิต ที่อาจผสมด้วยความเปล่าเปลี่ยวที่ยังคงอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นช่วงหนึ่งของประวัติชีวิต จนกระทั่งเราจริง ๆ แล้วเป็นเจ้าของมัน”

“ความสำเร็จที่สุดในการแปลงเรื่องคนอื่นคือทำให้เขารู้สึกว่าได้ถูกฟัง”

หลังหนังสือวางจำหน่าย 含蓄 จัดงานเล่าเรื่องต่อเนื่องเจ็ดครั้ง เขามองว่าการจัดงานเป็นกระบวนการเติมเต็ม เพราะหนังสือใช้ข้อความสั้น ๆ บันทึกความรู้สึกในช่วงการจากลา โดยไม่ได้เล่าเต็มทุกเรื่อง การจัดงานทำให้เขาสามารถพูดเติมเรื่องราวเหล่านั้นได้ เขากังวลว่าผู้อ่านอาจรู้สึกหนักใจจากเรื่องการจากลา จึงหวังรวมคนมาร่วมกันแบ่งปันและรับภาระทางอารมณ์ร่วมกัน

บรรยากาศงานแชร์เรื่องโดย HUMCHUK

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่ประทับใจในหนังสือ 含蓄 เล่าเรื่องหนึ่งชื่อ “ต้นไม้” ตัวเอกต้องย้ายออกจากบ้านไม้ที่อยู่มากว่า 20 ปี วันสุดท้ายเธอกอดต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้านแล้วร้องไห้ เพราะต้นไม้เป็นพยานของเรื่องราวทั้งหมดในที่นั้น แต่ไม่อาจเลือกที่จะไป เขาตอบว่า “ผมเห็นว่าการจากกันไม่เคยเกิดขึ้นแค่จุดเดียว การจากกันเป็นเรื่องยาว คุณอาจจะกลับมาเพราะเหตุผลบางอย่าง คนที่เลือกไม่ไปก็จากไปด้วยวิธีของเขาเอง”

อีกเรื่องหนึ่งชื่อ “คำประกาศ” บอกเล่าว่าคนที่เลือกจากหรือเลือกอยู่ ต่างก็ประกอบด้วยความเชื่อที่นำทางให้เดินต่อไป “ฉันจะส่องแสงในวิธีของฉัน / ฉันจะส่องให้สิ่งที่ยังมืดได้สว่าง / แล้วฉันจะพากลับมาหาเธอ / มาที่ที่สว่างพอแล้ว” ทุกการเลือกต้องการความกล้า แต่เมื่อความเชื่อเพียงพอ ผู้จากไปก็มักจะกลับมาพบกันอีกครั้ง

ภาพประกอบจากบทความเรื่องการกลับมาพบกันของ HUMCHUK

ด้วยความเชื่อว่าคนที่แยกกันจะได้กลับมาเจออีกครั้ง ในการออกแบบหนังสือเขาตั้งใจแบ่งหน้าซ้ายขวาเป็นสีดำและขาว ฝั่งซ้ายแทนการ “อยู่ต่อ” ฝั่งขวาแทนการ “จากไป” เมื่อนำหนังสือมาประกบกัน ก็สื่อถึงการที่คนที่แยกกันอาจได้กลับมาพบ เขากล่าวว่า “คุณอาจจุ่มตัวเองลงไปในความโศกที่ลึก แต่ยังต้องมีความหวังเหลืออยู่สักนิด วันนี้จากไป แต่เรายังเฝ้ารอการพบกันอีกครั้ง นี่คือคำอวยพรของหนังสือ ทำให้การจากลาไม่เศร้าจนเกินไป”

รูปเล่มหนังสือและภาพประกอบโดย HUMCHUK

“งานของผมคือบอกให้คนอนุญาตตัวเองให้เปราะบางได้”

ย้อนดูการเป็นศิลปินภาพประกอบ 7–8 ปี 含蓄 ไม่เคยห่างจากคนในเมือง ผลงานเล่าเรื่องของคนที่แตกต่างกันแต่เชื่อมโยงกันทางอารมณ์ เขาบอกว่า ก่อนปี 2014 เขารู้สึกว่าผู้คนในฮ่องกงอาศัยอยู่ร่วมกันแต่แต่ละคนแยกย้ายกันทำของตัวเอง ปีนั้นที่สังคมสั่นสะเทือน ทำให้เขาเห็นว่าบางเรื่องเป็นสิ่งที่ทุกคนตัดสินใจและต้องรับร่วมกัน จากนั้นเขาจึงตั้งใจค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างคนและเรื่องราว ซึ่งกลายเป็นแกนหลักของงานเขา

แต่ในยุคที่ชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วยความเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกที่สังคมร่วมเผชิญก็ถูกขยายใหญ่ขึ้น และมีความคล้ายคลึงกันว่าผู้คนมักพร้อมพูดถึงอารมณ์บวก แต่พอเป็นแผลเป็นหรือความเจ็บปวดกลับปิดปากเพราะกลัวถูกมองว่าเปราะบาง 含蓄 กล่าวแสดงความเห็นว่า “การรับมือกับบาดแผลหรือความอ่อนแรง สิ่งสำคัญคือยอมรับความอ่อนแรงและอารมณ์ของตัวเองก่อน คุณไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลา บอกคนอื่นว่าคุณจัดการได้ เพราะหลายอย่างก็อยู่นอกเหนือความสามารถของเรา งานของผมพยายามบอกให้คนยอมให้ตัวเองแสดงความเปราะบางได้”

ภาพประกอบข้อความให้กำลังใจโดย HUMCHUK

“อนาคตผมจะยังเก็บเรื่องราวของคนฮ่องกงในรูปแบบใหม่ ๆ ต่อไป”

การทำธีมการจากลาในปีนี้ทำให้เขาได้เรื่องราวของผู้ย้ายถิ่นจำนวนหนึ่ง และกระตุ้นให้เขาคิดถึงคำถามเรื่องการไปและการอยู่ เขาเขียนในคำนำหนังสือว่า “เมื่อทุกอย่างพลิกผัน ผมพยายามหาสิ่งปกติสุดท้าย แต่กลับพบว่าผมเองต่างหากที่กลายเป็นคนแปลก” เหตุผลที่คนจากไปมีหลากหลาย บางคนอยากหนีความวุ่นวายเพื่อจัดระเบียบชีวิต บางคนอยากเปลี่ยนมุมมองของเมืองนี้

ภาพประกอบการเดินทางและความคิดถึงฮ่องกงโดย HUMCHUK

ในช่วงไม่กี่ปีที่โรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมคลุมชีวิต 含蓄 บอกว่าเขาอยากออกไปมองสิ่งต่าง ๆ ให้ไกลขึ้น เคยคิดถึงการย้ายถิ่น แต่รู้สึกว่าทิ้งตัวตนของคนฮ่องกงไม่ได้ และรับไม่ได้กับภาระหน้าที่จากการเป็นตัวแทน จึงอาจเลือกใช้วิถีชีวิตแบบเดินทางไปมาหลายแห่ง เพื่อยังคงเก็บเรื่องราวของคนฮ่องกงที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ต่อไป

เขาพบว่าเมื่อพูดถึงการจากลา หลายคนจะหยุดอยู่ที่จุดนั้นและไม่ได้ขยายต่อ หลังการไว้ทุกข์ เขาอยากเห็นเรื่องราวต่อจากการจากลา ไม่ว่าคุณจะเลือกอยู่หรือเลือกไป ชีวิตของคนหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร 含蓄 กล่าวว่า “ผมมีความทะเยอทะยานบางอย่าง ผมมักคิดว่าถ้าผมมีความสามารถเชื่อมโยงคน ผมอาจนิยามบางสิ่งใหม่ จุดสร้างสรรค์ต่อไปของผมจะเป็นเรื่องวันธรรมดาของคน เพราะผมคิดว่า ‘ความเป็นปกติ’ คือสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัย” แม้อนาคตเขาอาจไม่อยู่ที่เดิม แต่แกนกลางของงานเขายังคงแยกจากฮ่องกงไม่ได้

ภาพประกอบบรรยากาศเมืองฮ่องกงโดย HUMCHUK

ถ้าการสูญเสียหนักเกินไป เราอาจฝึกอยู่ร่วมกับมันเพื่อให้ปล่อยวางได้จริง เมื่อชมศิลปินคนนี้คุยเรื่องการจากลาและการสูญเสียเป็นเวลาหนึ่งบ่าย เราพบว่าถ้าคุณกล้ากางใจและเผชิญความในใจ ทุกรู้สึกยังพอมีความเป็นไปได้ที่เบาลงได้

ก่อนจะจบการสัมภาษณ์ เราถามเขาว่ามีคำแนะนำอะไรให้คนที่กำลังเผชิญการจากลาหรือไม่ 含蓄 ยิ้มและบอกว่าเขาเป็นเพียงผู้เดินเคียงทาง ผ่านคำและภาพได้มาพบกันถือเป็นโชคชะตา เขากล่าวว่า “ผมไม่มีคำชี้นำสำหรับใคร แต่โชคดีที่ผมได้เดินร่วมกับคุณในระยะหนึ่ง หรือโชคดีที่ได้เดินต่อไปด้วยกัน” ส่วนเรื่องราวหลังการจากลาเป็นอย่างไร ก็ยังคง “ยังไม่จบ ห้ามพลาดต่อ”……

Executive Producer: Angus Mok
Interview & text: Ruby Yiu
Videography: Andy Lee, Kason Tam
Photography: Kris To
Video Editor: Andy Lee
Designer: Michael Choi
Location: Hiding Place
Special Thanks: HUMCHUK

EDITOR'S PICKคัดสรรโดยบรรณาธิการ