ความเชื่อ มีไหม? คำถามนี้ผุดขึ้นเป็นความคิดแรกเมื่อได้เห็นผลงานเซรามิกของช่างปั้น Joyce Lung (龍悅程) ชุด 〈Where is God〉
ความเชื่อ เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าสำคัญ แต่ก็อบอวลไร้รูปทรง มีความศักดิ์สิทธิ์แบบจับต้องไม่ได้และเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมที่ไม่อาจล่วงเกิน
การพูดถึงความเชื่อ อาจทำให้รู้สึกมีระยะห่าง แต่จริง ๆ แล้วความเชื่อไม่เคยไกลตัวเราเลย: จากเจ้าที่หน้าบ้าน พระโพธิสัตว์ กวนอิม เทพเจ้าแม่ทับทิม ฮกเลี้ยงกุง หรือแม้แต่โบสถ์เล็ก ๆ มุมถนน ไปจนถึงภูเขารูปปั้นในย่านหนึ่งของชุมชนที่มีรูปปั้นพระมากถึงเกือบ 8,000 องค์—รู้สึกได้ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยเฝ้าอยู่ไม่ไกล
คนรุ่นเก่ามักบอกว่าเข้าไปในบ้านให้ทักทายคนในบ้าน เข้าไปไหว้ในศาลเจ้าเมื่อเข้าไปในศาลเจ้า บางครั้งแม้ไม่เห็นวัดแต่ก็ได้กลิ่นธูปก่อน—กลิ่นนั้นทำให้การมีอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชัดขึ้น และ Joyce ก็เอาวัดกับเตาเผาธูปมาผสมลงบนเซรามิก ทำเป็นรูป “วัด” เล็ก ๆ แต่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นของบูชาจริงจัง

ในผลงานเซรามิกเหล่านี้ ไม่มีกล่องสำหรับปัดเครื่องสักการะ ไม่มีเจ้าอาวาส และไม่มีรูปปั้นเทพเจ้าที่ชัดเจน แต่เธอเงียบ ๆ ปั้นเรื่องราวและวิญญาณของตัวเองเอาไว้ ลองจุดธูปสักควัน กำจัดความว้าวุ่น แล้วมาดูว่า Joyce กำลังพยายามสื่ออะไรผ่านดินเผา
คุณเชื่ออะไร?
ก่อนแนะนำชุดเตาธูปนี้ Joyce เล่าเรื่องที่เธอเห็นและตั้งคำถามไว้ก่อนว่า: “ตอนที่ไปญี่ปุ่น ฉันเห็นวัดหลายแบบที่คอยคุ้มครองเรื่องต่างกัน เช่น สุขภาพ ความรัก การงาน ฯลฯ ทำให้ฉันสงสัยว่า โลกนี้มีเทพเจ้าเยอะขนาดนั้นจริงหรือ”

แล้วเทพเจ้าที่ว่านั้นอยู่ที่ไหน? ต้องปีนขึ้นบันไดสูง เดินผ่านเนินชัน แล้วไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถึงจะเจอหรือไม่?
นักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีมองว่าความเชื่อของมนุษย์มีรากฐานสองด้านคือ ธรรมชาติและบรรพบุรุษ และต่อมาขยายเป็นศาสนาต่าง ๆ เช่น พุทธศาสนา เต๋า คริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯลฯ รวมทั้งยังมีคนที่ไม่มีศาสนาแต่มีความเชื่อในรูปแบบอื่น
แม้ไม่เชื่อก็ยากจะไม่รู้สึกเกรงขาม หรือเมื่อไปเที่ยวก็มักจะมีโปรแกรมไปชมศาลเจ้าและวัด อาจเพราะความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม เสน่ห์ของเครื่องราง หรือหวังขอพรให้สมหวัง ท้ายที่สุด มนุษย์คงหนีไม่พ้นความปรารถนา


ความเชื่อมักนำไปสู่พิธีกรรมและการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การถวายของ การจุดธูป การไหว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งกระทำอย่างพิถีพิถัน การกระทำเหล่านี้ช่วยให้คนสัมผัสถึงการมีอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งทางจิตใจและร่างกาย และเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและการขอให้คุ้มครอง
แม้ Joyce จะเติบโตมาในครอบครัวคริสเตียน แต่ศาสนา วัตถุ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ต่างดึงดูดความสนใจของเธอ ปีที่แล้วขณะพำนักอยู่ญี่ปุ่น เธอสังเกตเห็นความลึกซึ้งและความเข้มข้นของพิธีกรรมท้องถิ่น จนนำไปสู่ความสงสัยว่า ปัจจุบันคนเราเชื่อในอะไรกันแน่? ขอโชคขอลาภเพื่อความปลอดภัยทางกายใจหรือเพื่อตามล่าซึ่งสิ่งนอกตัว?
จากคำถามนั้น เธอร่างคอนเซ็ปต์เตาธูปชุดนี้ โดยรวบรวมความต้องการทั่วไปของคนไว้หลายอย่าง เช่น อำนาจ รถหรู กระเป๋าแบรนด์ หรือแม้แต่ Bitcoin—แล้วเทพเจ้าทั้งหลายยังมีบทบาทหรือไม่ และเราควรจะถอนตัวจากความเชื่อนี้หรือยัง หรือยังคงยึดมั่นต่อไป?

อ่านเพิ่มเติม:
- [บทสัมภาษณ์พิเศษ: DJ Oscar Lee] คุณสร้างสรรค์ “ยาแก้โรคนอนไม่หลับ” ขึ้นมาได้อย่างไร? Oscar เผยเจาะลึกถึงความสำคัญที่ขาดไม่ได้ของรายการวิทยุยามค่ำคืน
- [โอลิมปิก ปารีส 2024] จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สู่ฉากประหารมารี อองตัวเน็ตต์: เจาะลึกวิสัยทัศน์ของผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ Thomas Jolly สำหรับพิธีเปิดการแข่งขัน แบบเจาะประเด็นทีละจุด
- ความขมขื่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม! “นักฟันดาบมือวางอันดับ 1 ของโลก” Vivian Kong คว้าเหรียญทองได้สำเร็จในการลงแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 3 — ก้าวผ่านช่วงฟอร์มตกเพื่อเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของฮ่องกง
สำรวจการเดินทางของความเชื่อผ่านงาน “ดินเผา”
“ฉันก็เคยหลงอยู่ในความติดจนหนัก เช่น ตอนเด็กมักโพสต์บนโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ แล้วอยากได้ไลก์เยอะ ๆ”
ประโยคนี้อาจคุ้นเคยสำหรับหลายคน เราเติบโตในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเข้าสังคมจึงผลักดันให้เกิดความต้องการหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย—จากจำนวนผู้ติดตามถึงจำนวนไลก์ กลายเป็นตัวเลขที่สะท้อนการประเมินตัวเองและการรับรู้จากผู้อื่น
เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผยบนสื่อสังคม สิ่งที่เคยปิดเป็นเรื่องส่วนตัวก็ถูกเห็นทั่ว ทั้งการแต่งกาย ท่าทาง พื้นหลัง และการกระทำ ความ評価เกิดขึ้นอยู่เสมอ เป็นหัวข้อสนทนาในวงเพื่อน อย่างเช่นผลงานอื่น ๆ ของ Joyce ที่มักเห็นหญิงโบราณรูปร่างงดงาม แต่งกายด้วยลายของแบรนด์หรู ถือกระเป๋าแบรนด์เนม สวมเครื่องประดับ และถือโทรศัพท์เซลฟี—ภาพนั้นคุ้นตา

คนยุคนี้มักโชว์ด้านที่ดีที่สุดเพื่อหวังได้การยอมรับ
คำว่า “ดีที่สุด” อาจกระตุ้นให้คนรักตนเองมากขึ้น แต่เกณฑ์สังคมที่ยอมรับกันกำลังกดทับนิยามของคำว่าดี ทำให้เกิดวิกฤตตัวตนและการรับรู้ตนเอง ผลักให้เกิดอคติที่กลายเป็นกระแสนิยม จนทำให้เราไหลไปกับมันโดยไม่รู้ตัว “ฉันคิดว่าการศรัทธาหรือการหมกมุ่นในโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องธรรมดามาก บางครั้งฉันก็ล่วงเข้าไปด้วย ฉันตกหลุมนี้ได้ แต่การตกหลุมไม่ใช่เรื่องถูกผิด หากให้ความสำคัญมากเกินไปก็จะทำร้ายตัวเอง เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจหรือความรู้สึกแย่ ๆ”
เมื่อความอยากไร้เกณฑ์และปลายทาง คนจึงหลงทาง และในแต่ละช่วงชีวิตก็ปรับตัวตามสภาพแวดล้อม คนมักจดจำคำวิจารณ์ได้ง่ายแต่ลืมคำชื่นชมเป็นจำนวนมาก “เพราะติดกับโซเชียลมีเดียจนเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คิดค่าของตัวเองผ่านโซเชียล—ฉันเห็นว่ามันเป็น toxic”

Joyce เองก็เคยรู้สึกจนต้องถอนตัวเป็นช่วง ๆ โดยลบแอปหรือทำ detox เพื่อคงความชัดเจนในจิตใจ ดังนั้นผลงานเซรามิกของเธอจึงเล่าเรื่องความเชื่อในแบบเงียบ ๆ ทำให้เทพเจ้าที่นั่งสง่าดูเป็นมิตรมากขึ้น “สิ่งนี้ทำให้ฉันตั้งคำถามว่า God ของฉันอยู่ที่ไหนกันแน่ มันคือสิ่งของทางวัตถุหรืออะไรอื่น”


ค้นหาความหมายที่แท้จริงของความเชื่อ
ภาชนะที่มีรูปร่างคล้ายศาลเจ้าทำให้นึกถึงเตาธูปขนาดใหญ่ที่มักตั้งอยู่หน้าวัด แม้บางคนจะไม่ได้มีนิสัยบูชา แต่ในช่วงตรุษจีนเราก็มักเห็นคนแย่งกันเพื่อได้จุด “หัวธูป” เป็นภาพที่ตราตรึง

เมื่อควันธูปรัดรางเบา ๆ Joyce บอกว่ามันเป็นเหมือนวิธีการ “communicate with God” และบทสนทนาก็กลับมาสู่ตัววัสดุเซรามิกเอง
พูดถึงเซรามิก ผู้คนนึกถึงสองประเภทหลัก: หนึ่งคือของใช้ในชีวิตประจำวัน (functional) เช่น ชาม ขวด กระถาง และสองคือของที่ไม่ใช่เพื่อใช้สอย (non-functional) ซึ่งเป็นงานประดับหรืองานศิลป์ สุขภัณฑ์ อ่างอาบน้ำ หรือชามที่มีคำว่า “万寿无疆” ล้วนเป็นความทรงจำแรกของ Joyce ต่อเซรามิก ก่อนที่คอร์สวิชาในมหาวิทยาลัยจะทำให้เธอได้เรียนรู้และมองเห็นมุมมองที่กว้างขึ้น
“ฉันชอบเนื้อสัมผัสและอิสระของเซรามิก แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยฉันได้เกรด C+ รู้สึกท้อแท้สงสัยตัวเองว่าทำไม่ได้นะ โชคดีที่มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนศิลปะในสหรัฐฯ และลงเรียนคอร์ส hand-building ซึ่งที่นั่นครูและเพื่อน ๆ เสรีมาก ไม่ว่าจะงานนามธรรมหรือเชิงใช้งาน ต่างก็มีความงาม และฉันค่อย ๆ เกิดปัญญาเมื่อปั้นไปเรื่อย ๆ”


จากจังหวะบังเอิญนี้ Joyce หลงใหลการปั้นบนล้อหมุน เธอเห็นว่าการดูล้อหมุนแล้วอยากให้ชิ้นงานใหญ่ขึ้น บางครั้งบางชั่วโมงก็ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเธอเคยฝันว่าตัวเองยังคงปั้นต่อในความฝัน “การปั้นถ้วยช่วยให้ผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดมาก แค่โฟกัสที่ก้อนดิน”



จากงานเชิงใช้งาน เธอหันมาทำชิ้นที่ไม่เน้นการใช้สอย เช่น ผลงาน <Gong Yun/The Maid> ที่หยิบยืมรูปทรงของเครื่องใช้ทำความสะอาดในบ้าน ผ่านการพิมพ์แม่พิมพ์ และเป็นหนึ่งในผลงานที่เธอรักที่สุด “ตอนทำผลงานจบการศึกษา ฉันนึกถึงสิ่งที่ฝังใจที่สุด นั่นคือผู้ช่วยแม่บ้านที่อยู่กับเรามา 22 ปี เธอชื่อ Susan ตอนที่เธอจะกลับไปเกษียณที่ฟิลิปปินส์ ฉันเสียใจมาก เธอสำคัญกับฉันมาก ฉันจึงฝากความสัมพันธ์และความรู้สึกนี้ไว้ในเซรามิก”


ในผลงานเหล่านี้เธอวาดภาพชีวิตประจำวันของผู้ช่วยบ้าน หากสังเกตรายละเอียดจะเห็นความสัมพันธ์อันมีค่าและความผูกพัน ซึ่งย้อนแย้งกับทัศนคติในบางส่วนของสังคมฮ่องกงที่มองแรงงานบริการเป็นสินค้า
ประสบการณ์การเติบโตเหล่านี้ทำให้เธอหยิบเรื่องราวที่คอยจ้องมองหรือมีอิทธิพลต่อชีวิต มานำเสนอผ่านงานสามมิติ

ที่สำคัญคือเรียนรู้ที่จะพอและยอมรับความล้มเหลว

Joyce ใช้เวลาเป็นสองสามปีฝึกฝนการขึ้นรูปบนล้อ ศึกษาความแข็งอ่อนและความชื้นของดินแต่ละชนิด การฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความรักเป็นการให้ความเคารพสูงสุดต่อช่างฝีมือ
สิบปีผ่านไป เธอกลายเป็นครูสอนเซรามิก แต่ยังยอมรับว่า: “ครูให้ได้แค่พื้นฐานและแนวคิด แล้วพยายามชี้นำหรือเป็นแรงบันดาลใจให้ศิษย์หาทิศทางของตัวเอง สิ่งที่เหมาะกับแต่ละคนยังต้องค้นหาเอง”

“สำหรับฉัน แนวคิดเชิงคอนเซ็ปต์สำคัญกว่าฟังก์ชัน เพราะงานที่มีแนวคิดจะมีเนื้อหาและการแสดงออกมากกว่า ไม่ถูกจำกัดด้วยการใช้งาน” Joyce กล่าวอย่างเงียบ ๆ

การตามหาที่ไม่มีที่สิ้นสุดย่อมแพ้แก่การกำหนด KPI ของตัวเอง นี่คือบทเรียนสำคัญที่ Joyce เห็นขณะสร้างชุดผลงาน: “เป็นการเตือนตัวเองว่าอย่าให้สิ่งภายนอกแบ่งความสนใจ แต่จงโฟกัสที่ความเชื่อของตัวเอง”

“ดินเผา” กับอนาคต
Joyce บอกว่าผ่านเซรามิก เธอได้รับการปลดปล่อยทั้งทางจิตใจและร่างกาย เหมือนการบำบัดด้วยศิลปะ “ฉันคิดว่าเซรามิกคือสิ่งที่หล่อหลอมบุคลิกและเป็นสารอาหารในชีวิตของฉัน เป็นสื่อกลางที่ขาดไม่ได้”
เช่นเดียวกับเตาธูปที่ผ่านการวิวัฒนาการมาหลายพันปี เปลี่ยนแปลงตามศิลปะแต่ยังคงรักษา “สายทางธูป” ของมันไว้ Joyce ในฐานะศิลปินเซรามิกยุคใหม่จากฮ่องกง ยังคงเปิดพื้นที่ให้ศิลปะชิ้นนี้มีอนาคต
แล้วความเชื่อคืออะไร? เทพเจ้าคือที่ใด? หลังคิดครู่หนึ่งเธอตอบว่า: “ฉันคิดว่าความเชื่อคือวิถีที่ยึดโยงชีวิตประจำวัน และเป็นแกนกลางที่หล่อหลอมค่านิยมของตัวเอง”

ดังนั้น แทนที่จะเรียกสิ่งนั้นว่า “ความเชื่อ” อาจเรียกเป็น “ความเชื่อมั่น” หรือ “ความศรัทธาในตัวตน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เธอยืนหยัดต่อไป เธอใช้พลังศิลป์ทลายระเบียบเดิมและสร้างนิยามใหม่เกี่ยวกับตัวตน เหมือนความงามและความไม่งามที่แต่ละคนตีความต่างกัน และสายตาผู้อื่นไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ “ถ้าคุณยังคงปรากฏบนโซเชียลมีเดียอยู่ตลอด คนถึงจะเห็นและจดจำ แต่เมื่อคุณหายไป อาจจะทำให้เห็นว่าใครคือคนที่เป็นห่วงจริง ๆ”
บทเรียนจากความเชื่อนั้นปรากฏอยู่ในเซรามิกอย่างเงียบแต่ลึกซึ้งและอบอุ่น นั่นคือความจำเป็นของความเชื่อ



