ถ้าเราจะวัดมาตรวัดของ ความสุข คุณจะใช้ตัวชี้วัดแบบไหนบ้าง? จะเป็นวงสังคมที่กว้างขวาง อาชีพที่คนอิจฉา ครอบครัวที่อบอุ่น หรือการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง?
แต่ละคนมีนิยามของ ความสุข ต่างกันไป และเพื่อตามหาความสุขในแบบที่ฝัน เราต่างพยายาม วิ่งไล่ และไขว่คว้ากันอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าเมื่อมองตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือเลื่อนผ่านภาพชีวิตหรูหราบนโซเชียล มีบางครั้งที่ความรู้สึกในใจกลับว่างเปล่า ราวกับกำลังไล่เงาที่ไม่มีวันจับต้องจนรู้สึกว่า ความสุข ยังคงอยู่ไกลตัว
เมื่อคำถามนี้ถูกยื่นให้กับ ชาน เล่ย (陳蕾 / Panther) เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจมอยู่กับความคิด
หากย้อนกลับไปสิบห้าปีที่แล้ว ในวันที่เธอคนเดียวจากกวางโจวเข้ามาหาประสบการณ์ในฮ่องกง จากความไม่เป็นที่รู้จักจนขึ้นไปยืนบนเวที Coliseum และคว้ารางวัลนักร้องหญิงยอดเยี่ยมของวงการเพลง เธอเหมือนได้ค้นพบที่ทางของตัวเอง และก้าวเดินอย่างมั่นคงไปบนเส้นทางที่เธอเชื่อว่าเป็นหนทางสู่ ความสุข แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความหมายของคำว่า ความสุข ในใจเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

คนที่เคยมีท่าทีเหมือนคนยืนอยู่บนปลายเหวหลังจากคอนเสิร์ต《念》 คำถามคือ ปลายทางของ ความสุข ของเธออยู่ที่ไหน ระหว่างสวรรค์กับนรก อาการเจ็บปวดและความสุขมักแยกจากกันด้วยเพียงเสี้ยวความคิด ลองเงียบจิต แล้วฟังโลกในใจของศิลปินคนนี้ว่าเธอเห็น “ดินแดนสวรรค์” อย่างไร
【幸福不易】
เมื่อเปิดดูโซเชียลของ ชาน เล่ย จะเห็นเธอปรากฏตัวด้วยผมสั้นสีอ่อนสดใส มั่นใจและมีเสน่ห์แบบไม่ปรุงแต่ง ให้ความรู้สึกทั้งเรียบง่าย หรูหรา และมีความติสต์ในตัว บางครั้งเธอโพสต์ผลงานถักไหมพรมที่ประณีต บางครั้งก็แชร์ภาพท่องเที่ยว หรือไม่ก็จับจอยเล่นเกมเข้าสู่โลกวิดีโอเกมอย่างจริงจัง ในเรื่องของงานอดิเรก เธอให้ความสำคัญอย่างตั้งใจ

แม้ชีวิตของเธอจะมีหลายสีสัน แต่ต่อให้สถานการณ์เปลี่ยนไป ความหลงใหลในดนตรีของเธอก็ไม่เคยจางหาย บนเวทีที่เธอควงกีตาร์แสงไฟทำให้เธอเปล่งประกาย ทั้งมีลุคที่สวยงามและพลังที่ดึงดูดผู้ชม ทำให้หลายคนหลงใหลในการแสดงของเธอ
ความสำเร็จและความสุขเหล่านี้หาได้มาง่าย ๆ ไม่ ในการพูดคุย เธอเผยอย่างติดตะลึงว่า “เมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดว่าความสุขคืออะไร แค่รู้สึกว่า ทำไมสิ่งที่คนอื่นได้มาง่าย ๆ ฉันกลับต้องตามหาหรือพยายามนานเหลือเกิน”

ความฝันของเธอใหญ่และมั่นคง แต่เส้นทางนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค แม้เธอเดินทางไม่กลัวลำบาก แต่ก็มีบาดแผลและความไม่แน่นอนที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับอารมณ์ที่ซับซ้อน
เมื่อไม่นานมานี้ เธอกลับไปฟังเดโมเพลงที่แต่งไว้เมื่อสิบปีก่อน และอดไม่ได้ที่จะย้อนไปหัวเราะกับความเป็นตัวเองในอดีตว่าเธอนั้นค่อนข้าง “EMO” มากแค่ไหน! “ตอนนั้นฉันเหมือนหลงอยู่กับความรู้สึก EMO เชื่อว่าการสร้างสรรค์ต้องมีแอลกอฮอล์และความเหงา ฉันเลยมักอยู่คนเดียวที่บ้าน ดื่ม เขียนเพลง จนเป็นที่มาของผลงานช่วงแรก ๆ อย่างเช่นหนึ่งในเพลงจากอัลบั้ม ‘1029’ คือ 〈慌〉”
/มนุษย์มักชอบเรื่องแปลกและเหตุการณ์น่าเสียดาย คล้ายกับความผิดพลาดที่เราก่อเอง
ให้ความไม่สบายใจเติมถั่วลิสงกับเหล้า เล่นวนไปไม่จบดูว่าใครจะล้มลง/
——〈慌〉

“คิดย้อนตอนเด็ก ฉันค่อนข้างเป็นคนไม่พอใจง่าย มองโลกด้วยความค่อนข้างขัดแย้ง แต่ฉันรู้สึกว่าเมื่อมีเพลงออกมาและคนได้ฟัง ฉันก็ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ดังนั้นคนอาจไม่เคยเห็นด้านที่ฉันค่อนข้างประชดประชันของตัวเอง” ชาน เล่ย กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
อาจเพราะเช่นนั้นผลงานดนตรีของเธอจึงมีโทนร็อกมืด ๆ หลายชิ้น เช่น 〈娑婆〉, 〈妖治時代〉, 〈旁觀有罪〉, 〈以正義之名〉 และ 〈下流社會〉 ไม่ว่าจะเป็นการเย้ยหยัน ล้อเล่น การตะโกน หรือความโกรธ แต่อยู่เบื้องหลังความเกรี้ยวกราดนั้น คือหัวใจที่ไม่ยอมประนีประนอมต่อโลกียะ
/เกิดมาแล้วต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และมาตรการ การเลื่อนขั้นหรือขึ้นเงินเดือนไม่ได้วัดจากงานดี
มันช่างน่าแค้น น่าแค้นจริง ๆ ไม่อยากเอาเลือดเนื้อไปเปลืองอีกแล้ว/
——〈下流社會〉
【低潮中的覺醒 】
“สำหรับเพลงของฉัน กลิ่นอายของความดื้อดึงมักชัดกว่าแนวคิดแบบบวก ๆ เสมอ” ชาน เล่ย กล่าว
/ไม่มีปาฏิหาริย์ โบสถ์สอนฉันว่าถึงจะเจ็บก็ไม่เชื่อโชคชะตา จากทางตันเรียนรู้ที่จะชื่นชมร่องรอยของการดิ้นรน/
——〈神的不在場證明〉

ความดื้อรั้นนั้นมาจากช่วงเวลาที่ชีวิตตกต่ำและต้องดิ้นรน “ในช่วงนั้นฉันปฏิเสธตัวเองและตั้งคำถามกับตัวตนอยู่ตลอด ฉันไม่ชอบอยู่ในสภาวะแบบนั้น จึงเริ่มมองหาทางเบี่ยง เช่น การอ่านหนังสือและค้นหาการเยียวยาจิตใจ”
ผลลัพธ์คือ การอ่านไม่เพียงเติมความรู้ แต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของเธอเอง “เมื่อได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ ฉันเริ่มรู้สึกสบายขึ้น ใจเย็นลง และขอบคุณหนังสือที่ติดอันดับขายดีในร้านหนังสือ เพราะฉันเข้าใจว่าทำไมงานพวกนี้ดึงดูดผู้อ่านได้มากมาย” เธอระบุโดยเฉพาะถึงหนังสือ ความกล้าที่จะไม่เป็นที่ชื่นชอบ (《被討厭的勇氣》) “หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองหลายอย่างของฉัน ทำให้ฉันเข้าใจว่าความทุกข์ไม่ควรถูกโยนให้เป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่หรือภูมิหลัง แต่เราสามารถเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองในการรับมือกับสิ่งต่าง ๆ”

ที่น่าแปลกคือ ความเข้าใจนี้กลับได้มากจากสื่อที่เธอชื่นชอบด้วย “เมื่อคืนก่อนนอน ฉันได้ดู ‘我獨自升級’ (Solo Leveling) มีคำว่า ‘การตื่นขึ้นครั้งที่สอง’ ที่ติดตาฉันมาก เมื่อลองย้อนดูเส้นทางชีวิต พบว่าฉันมีช่วงเวลาของการตื่นรู้หลายครั้ง และจุดที่ปลุกให้ตื่นนั้นมักมาจากช่วงตกต่ำและอุปสรรคที่ทำให้ต้องฉุกคิด” ซึ่งนำไปสู่การไตร่ตรองเกี่ยวกับการเติบโตในตัวเอง “เช่นชื่อเรื่อง ‘我獨自升級’ ก็ทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะมีคนให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ แต่การเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ต้องเกิดจากการตื่นรู้ของเราเอง เมื่อจิตใจภายในเปลี่ยน จึงจะสัมผัสได้ถึง ความสุข ที่แท้จริง”
/ก่อนเคยราบรื่น บ้างก็พังทลาย การผ่านมาทุกอย่างจะกลายเป็นสมบัติในชีวิตของคุณ/
——〈相信一切是最好的安排〉

แม้จะมีวันสับสนและหลงทาง แต่ประสบการณ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นปุ๋ยสำคัญให้กับงานสร้างสรรค์ของเธอ เช่น ในปี 2018 ตอนที่เธอเจอปัญหาในสายอาชีพ เธอแต่งเพลง 〈當我迷失時聽著的歌〉 ที่บอกเล่าความหลงทางและการเติบโตของเธอ รวมถึงเพลงอื่น ๆ อย่าง 〈出走〉, 〈你快樂嗎〉, 〈娛樂人生〉 และ 〈Run Away〉 ทุกเพลงสะท้อนจิตวิญญาณและอารมณ์ที่พูดแทนผู้ฟัง
บางทีคุณลักษณะที่ไม่ยอมยกธงขาวเมื่อเผชิญ ‘ปีศาจ’ แต่ยังเก็บความอ่อนโยนไว้ในกลางการต่อสู้ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ ชาน เล่ย ดูจริงใจและไม่เสแสร้ง
/หากล้มลง แม้ร่างเต็มไปด้วยบาดแผลจมลงในทรายเคลื่อน ฉันก็ไม่หวั่นกลัว/
——〈當我迷失時聽著的歌〉
【幸福的循環】
การเปลี่ยนแปลงจากภายในคือปุ๋ยที่เธอหวงแหนมากที่สุด และกระบวนการสร้างสรรค์เองคือการสะสม ความสุข
ตั้งแต่การค้นหาแรงบันดาลใจ การซึมซับความรู้ จนถึงการทำงานจนเสร็จและแบ่งปันให้ผู้ชม ทุกขั้นตอนมอบความพึงพอใจให้เธอ และความสุขนั้นทับถมเพิ่มมากขึ้นไปตามกระบวนการ ดังนั้นนอกจากการอ่านและดูอนิเมะแล้ว การเดินทาง พูดคุยกับเพื่อน และการอ่านจดหมายจากแฟนเพลง ก็กลายเป็นแหล่งแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับงานของเธอ

ในช่วงหลัง ๆ เธอยังถูกเรียกว่าเป็น “นักสังคมสงเคราะห์แห่งวงการเพลง” แต่เมื่อพูดถึงชื่อนี้ เธอกลับถ่อมตนและยอมรับว่ามันทำให้เธอรู้สึกกดดันเล็กน้อย: “ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกเสียดายที่พูดชื่อนี้บนเวที ฉันไม่ควรพูดถึงมัน” เธอหัวเราะผสมความเขินและเสริมว่า “เพราะฉันเชื่อว่าไม่ใช่แค่เพลงของฉันเท่านั้นที่เยียวยาได้ ศิลปินและผลงานต่าง ๆ ก็มีพลังทำให้คนต่าง ๆ รู้สึกดีขึ้นได้”
เธอยังยอมรับอีกว่า งานของเธอไม่ได้เป็นไปเพื่อให้คนรู้สึกบวกเสมอไป เพียงแต่ผลงานที่ได้รับความนิยมดันเป็นบทเพลงที่ให้กำลังใจ จนทำให้เธอฉุกคิดว่า “บางทีคนอาจเผลอคาดหวังพลังบวกบางอย่างจากฉันหรือจากเพลงของฉัน”

ดังนั้นเธอหวังว่าจะยังคงหาความรู้ใหม่ ๆ สร้างผลงานที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ฟังมีมุมมองที่กว้างขึ้น และในยุคที่วุ่นวายนี้นำพาความสบายใจและพลังให้ผู้คน เธอไม่อยากยึดติดกับสูตรเยียวยาแบบเดิม ๆ “ไม่ว่าจะสร้างอะไร ผลงานก็คือพลังแห่งการอยู่เป็นเพื่อนกัน หวังว่าในช่วงที่ EMO ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว แต่ทุกคนล้วนผ่านมันมาด้วยกัน”
/โลกนี้ช่างแปลก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยังพอจะร่วมกันได้ แม้อยู่ในความไร้เหตุผล/
——〈念〉
【前行的勇氣】
ความจริงแล้ว แต่ละคนมี ความสุข อยู่แล้ว เพียงแต่เรามักไปมองว่าความสุขเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสายตาคนอื่น โดยเฉพาะในยุคข้อมูลใหญ่ เมื่อตัวชี้วัดภายนอกมากขึ้น เรากลับยิ่งไกลจากความพึงพอใจของตัวเอง
การวัด ความสุข เป็นเรื่องยาก แต่เรายังอยากถาม ชาน เล่ย ว่าถ้าต้องให้คะแนนความสุขของตัวเองตอนนี้ เธอจะให้กี่คะแนน?
“88 คะแนน เพราะอยากให้เลขมงคล” เธอยิ้มก่อนจะตอบอย่างจริงจังต่อว่า “แทนที่จะถามว่าฉันมีความสุขไหม ฉันชอบย้อนถามตัวเองว่า ตอนนี้ยังมีอะไรทำให้ฉันไม่รู้สึกมีความสุขบ้างไหม เพราะชีวิตตอนนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกดี”

หลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอเสริมว่า “แต่ก็มีบางเรื่องที่ทำให้ถูกหักคะแนนไปบ้าง เช่นเมื่ออายุมากขึ้น ก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องสุขภาพของคนใกล้ตัวที่แย่ลง ซึ่งทำให้ ความสุข ลดลงไปบ้าง”
/ฉันในชั่วขณะนี้เล็กจนน่าอ่อนใจ ไม่อาจทำให้คุณยิ้มได้ ทุกนาทีถูกความกังวลรบกวน
บางทีฉันอาจไม่เข้าใจความเจ็บปวดของคุณ แค่อยากบอกตรง ๆ ว่า ฉันรักคุณ/
——〈念〉
ชาน เล่ยกล่าวเสียดายว่าการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและความตายเป็นเรื่องที่ทำให้มนุษย์รู้สึกไร้แรงที่สุด นี่ทำให้นึกถึงการจากไปของนักดนตรีรุ่นหนึ่งซึ่งเพิ่งจากไป ใจย่อมเศร้า แต่ก็นำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ดังที่ในเพลงหนึ่งของเธอชื่อว่า 〈熒光〉 เธออธิบายว่า “เลือกใช้คำว่า ‘熒’ ที่มีรากคำว่า ‘ไฟ’ เพราะมันหมายถึงแสงเล็ก ๆ บทเพลงนี้พูดถึงการใช้ความพยายามและความยืนหยัดของตัวเอง เพื่อขยายแสงเล็ก ๆ นั้น สำหรับฉันแล้ว ความสุข มาจากการจับเก็บช่วงเล็ก ๆ ในชีวิต และรวมเป็นความอิ่มเอมภายในใจ”
แสงเล็ก ๆ อาจดูจาง แต่มีความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด ควรค่าแก่การรักษา
/แม้เป็นเพียงเม็ดทรายหนึ่งที่ตกในจักรวาลยังคงต้องผลิบาน ไม่ยอมให้ความอยุติธรรมหยุดฉัน
ขยายแสงภายในให้ใหญ่ขึ้นเถิด นั่นคือแสงของเธอ/
——〈熒光〉

ความสงบภายใน ความอิ่มเอมทางจิตใจ ความหนักแน่นและความมั่นใจ คือผลลัพธ์จากการฝึกฝนทางจิตใจของเธอหลายปี
ดินแดนสวรรค์ของเธอไม่ใช่จุดหมายห่างไกล แต่คือการรวมกันของช่วงเวลาจิ๋ว ๆ ในชีวิต ไม่ใช่การตามหาความสมบูรณ์แบบ หากแต่การหาจุดสมดุลในความไม่สมบูรณ์ และนิยามมันจากการตื่นรู้ภายใน
แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยหนาม ขอสักวันหนึ่งด้วยความเชื่อมั่น ก็ยังพอหาครั้งหนึ่งของแสงเล็ก ๆ ในความมืดได้
Executive Producer: Angus Mok
Photographer: Olivia Tsang
Art Direction: Mimi Kong & Olivia Tsang
Styling: Mimi Kong assisted by Isla
Interview: Louyi Wong
Videographer: Alvin Kong &
Video Edit: Alvin Kong
Makeup: Angel Mok
Hair: Cliff Chan @ Myös
Wardrobe: Alexander McQueen
Jewelry: Chopard
Special thanks St.Regis Hotel for the wonderful location


