ศิลปะชีวิต — ให้กระดาษหนึ่งแผ่น ปากกาหนึ่งด้าม คุณจะวาดอะไร? เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระดาษว่างเปล่า หากคุณตั้งใจและจดจ่อ สี เส้น และองค์ประกอบที่ออกมาจากปลายปากกาล้วนสะท้อนอารมณ์ภายในของคุณ ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นที่ดูรกรุงรังหรือริ้วรอยหมึกที่งามสง่า ทุกเส้นทุกจุดคือความเงียบงันของคนหนึ่งคนที่ค้นพบความมหัศจรรย์ของสิ่งต่าง ๆ นี่แหละคือเสน่ห์ของการวาดภาพ
ไม่ว่าผลงานจะเป็นละครดราม่า หรือคอมเมดี้ ทุกครั้งที่เธอปรากฏบนจอ มักจะกลายเป็นประเด็นให้พูดถึง บทบาทที่เธอสวมใส่และฝีมือการแสดงมักถูกจับตามอง เธาอาจเป็นผู้พิพากษาแนวเข้มขรึม เป็นคุณแม่ที่วิตกกังวล หรือแม้แต่บทคุณแม่ที่หย่าร้างอย่าง วังหลี่เหม่ย ผลงานการแสดงของเธอได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นหนึ่งในดารานำหญิงที่ผู้คนชื่นชอบ เสน่ห์ของเธอไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวงการโทรทัศน์ ทว่าในช่วงหลังเธอกลับมีบทบาทในแวดวงศิลปะมากขึ้น เบื้องหลังกล้องเธอเป็นผู้หลงใหลในสีน้ำหมึกและเพลิดเพลินกับช่วงเวลาสงบในการทำเซรามิก ล่าสุดเธอเพิ่งเปิดผลงานเซรามิกเป็นครั้งแรกเพื่อนำไประดมทุนช่วยนักเรียนระดับรากหญ้า ใช้ศิลปะเพื่อสัมผัสผู้อื่นและตัวเอง ความงามที่ออกมาจากใจแบบนี้เอง ทำให้เธอถูกยอมรับว่าเป็นสุภาพสตรีผู้มีเสน่ห์ในสายตาสาธารณชน
เธอบอกว่าตัวเองมีอารมณ์ศิลปิน ชอบสื่อสารผ่านภาพ วาด เขียน และภาพถ่าย เพื่อรับรู้ลำดับชั้นต่าง ๆ ของชีวิต แบ่งปันศิลปะแห่งชีวิตทั้งกับตัวเองและสาธารณะ สำคัญที่สุดคือการได้สนทนากับตัวตนภายใน นอกเหนือจากการแสดง งานศิลปะคือสิ่งที่เธอหลงใหล วันนี้เราจะไม่พูดถึงการแสดง แต่ขอฟังการแชร์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับชีวิตของเธอ
เธอก็คือหัวข้อปกฉบับเมษายนของเรา — อาลี (李佳芯)
“จริง ๆ แล้ว สิ่งมีชีวิตทุกอย่างล้วนเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่ง”
“แม้เพียงการสัมผัสเพียงเสี้ยววินาที ชีวิตก็ได้ปรากฏแล้ว”
ศิลปะคืออะไร? แต่ละคนคงให้คำตอบไม่เหมือนกัน บางคนคิดว่าศิลปะเป็นสิ่งสูงส่งเข้าไม่ถึง บางคนเห็นว่าศิลปะเกิดจากชีวิตประจำวัน แม้เรื่องเล็กน้อยก็เป็นแรงบันดาลใจทางศิลป์ สำหรับอาลีแล้ว เธอมีความเข้าใจศิลปะในแบบของตัวเอง: “จริง ๆ แล้ว สิ่งมีชีวิตทุกอย่างล้วนเป็นศิลปะ เมื่อต่างสิ่งได้รับพลังชีวิต มันจะเปลี่ยนจากสิ่งไร้ชีวิตกลายเป็นสิ่งที่สามารถสื่อสาร ติดตราตรึง และสัมผัสความรู้สึกของผู้อื่นได้”
ในสายตาเธอ ศิลปะทุกรูปแบบมีรากเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการวาด ประติมากรรม การเต้น หรือการแสดง แม้วิธีการ呈現จะต่างกัน แต่ผู้สร้างต่างหวังจะสื่อสารตัวตนและชีวิตของตน เมื่อผู้ชมรับรู้ได้ถึงการสื่อสารหรือเกิดปฏิสัมพันธ์ขึ้น “เมื่อผู้คนรู้สึกถึงการตอบโต้ แม้เพียงเสี้ยวสัมผัส ชีวิตก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว”
เธอเสริมว่า: “นั่นแหละคือศิลปะ”

Factory’ Patch Pocket Wide Leg Crop Denim Jeans, Helmut Lang (Lane Crawford) / Sabrine ribbed merino wool sweater and tank set, Safiyaa (Net-A-Porter) /
การแสดงจึงทำงานร่วมกับศิลปะได้ดี เพราะการแสดงเปิดช่องให้ใช้ประสาทสัมผัสมากขึ้น เพื่อรับรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้นักแสดงค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของตัวเอง แม้การจัดการบทบาทอาจต้องใช้เหตุผลนำ แต่กระบวนการค้นหาและแสวงหาตัวตนสามารถเป็นเรื่องบริสุทธิ์ได้ ขึ้นอยู่กับว่านักแสดงและผู้ชมจะสามารถสร้างความสะท้อนหรือการสื่อสารระหว่างกันได้หรือไม่
“ชีวิตฉัน งานฉัน ฉันชอบให้ทุกสิ่งมีชีวิตในตัวเอง”
อาลีให้ความสำคัญกับการสื่อสาร เธอเริ่มจากงานพิธีกรแล้วตัดสินใจหันมาเป็นนักแสดง ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเพราะนิสัยความเป็นคนที่มีอารมณ์: “ฉันเป็นคนที่ค่อนข้างอินกับอารมณ์ ถ้าไม่มีคุณสมบัตินั้น ฉันคงไม่เลือกเป็นนักแสดง” ผ่านการแสดงเธอสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น “นักแสดงคือการค้นหาและแสวงหาตัวตนจากข้างใน” อาลีเห็นว่าการเตรียมบทและการทำความเข้าใจตัวละครเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่นักแสดงต้องทุ่มเทมากที่สุดคือการรู้จักตัวเอง เปิดทางให้ตัวเอง และแม้กระทั่งพร้อมที่จะทำลายตัวเองเพื่อสร้างสิ่งใหม่ เธอเปรียบว่ามันคือกระบวนการที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่ระหว่างทางคุณจะเผชิญกับความรู้สึกหลากหลาย การตั้งคำถามในตัวเอง และความอ่อนล้า แต่ด้วยความทุ่มเทอย่างสุดตัว นักแสดงจึงสามารถค้นพบมุมสวยงามในชีวิตจริง แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นการแสดงที่ติดตราตรึงใจ
สำหรับเส้นทางการแสดงของเธอ อาลีขอบคุณไม่ใช่เพียงการยอมรับจากผู้ชม แต่เป็นการที่ตัวเธอได้ผ่านและย่อยประสบการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ผ่านบทบาทที่หลากหลาย เธอสามารถสื่อสารกับผู้ชมจากระยะไกล และสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้สนทนาอย่างจริงจัง

อาลีมองว่าศิลปะคือองค์ประกอบที่มีพลังแห่งชีวิต ในการแสดง เธอไม่เพียงแค่เล่นเป็นตัวละคร แต่ยังมอบชีวิตให้แก่ผู้คน สถานที่ และสิ่งของ ไม่ว่าจะเดินทางไปภูเขาเห็นใบไม้ร่วง หรือนำเสนอการแสดงที่เข้มข้น เธอเชื่อว่าถ้าเรายอมแบ่งปันและสื่อออกไป ชีวิตจะปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง
ศิลปะมีน้ำหนักครอบครองชีวิตของเธอถึง 100%
“สีน้ำหมึกไม่มีทางหวนกลับ ฉันคิดว่ามันคล้ายกับชีวิต”
“จริง ๆ แล้ว ฉันเคยค่อนข้างเก็บตัว”
อาลีมีภาพลักษณ์สดใส ยิ้มแย้ม และเปล่งพลังความมีสุขภาพดี แต่เธอเล่าว่าเคยใช้คำว่า “เก็บตัว” กับตัวเองมาก่อน ในวันถ่ายทำเธอยอมวิ่งเต็มที่ ถ้าขอให้เธอนอนลงพื้น เธอก็กลิ้งลงไปโดยไม่เขินอาย คุณอาจไม่คิดว่าเธอเคยพูดว่าเป็นคนเก็บตัว: “ฉันเมื่อก่อนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยรู้วิธีสื่อสารกับคนอื่น บางทีฉันไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ชอบอยู่ในโลกของตัวเอง ชอบจินตนาการ มีความคิดแปลก ๆ เต็มหัว และไม่รู้วิธีจัดการอารมณ์ของตัวเอง”

เมื่อเติบโตขึ้น อาลีรู้สึกว่าลักษณะนิสัยเช่นนั้นก่อให้เกิดความกดดันทางอารมณ์ เธอจึงพยายามปลดปล่อยผ่านศิลปะ เพราะเธอไม่ถนัดกับคำศัพท์หรือการเรียบเรียงความรู้สึกทางตัวอักษร จึงใช้ศิลปะเป็นช่องทางให้ความว้าวุ่นในหัวได้ถูกถ่ายทอดออกมา
ระหว่างเรียนเธอเรียนวิชาศิลปะภาพ ซึ่งต่อมาเธอก็ไม่หยุดเรียนรู้การวาดภาพและการถ่ายภาพ เธอลองเรียนสไตล์วาดภาพหลากหลาย ทั้งภาพสเก็ตช์ สีน้ำ จนถึงสีน้ำมัน แต่เมื่อได้พบครูสอนจากไต้หวัน เธอกลับถูกดึงดูดโดยสีน้ำหมึก จนเริ่มก่อสัมพันธ์กับศิลปะแนวนี้
พูดถึงเรื่องสี สเปกตรัมของสีน้ำมันชัดเจนกว่าสีน้ำหมึก ด้านลายเส้น สเก็ตช์อาจคมกว่า แล้วทำไมสีน้ำหมึกถึงทำให้อาลียอมทิ้งทักษะเดิม ๆ มุ่งมาที่การควบคุมจังหวะของการละจุดและการแต้ม?
“เมื่อคุณจ้องดูแผ่นกระดาษขาว คุณอาจร่างคร่าว ๆ ด้วยดินสอก่อน แต่คุณต้องเริ่มจรดพู่กันเลย สีน้ำหมึกเมื่อคุณวางหมึกลงไปมันจะแผ่กระจาย ถ้าคุณใช้แรงเกินไป หรือติดน้ำมากไป ผลจะสะท้อนกลับบนกระดาษ และเมื่อหมึกลงไปแล้ว ไม่มีทางหวนกลับ จุดไหนที่ย้อมแล้วก็ย้อมเลย ลักษณะนี้ทำให้ฉันนึกถึงชีวิต”

กระดาษซึ่งขาวบริสุทธิ์ เมื่อถูกหยดหมึกลงไป ผู้ที่เริ่มต้นอาจรู้สึกกดดัน คิดถึงว่าจะวาดอะไร จะวางเส้นที่ไหน ปลายพู่กันต้องชโลมหมึกแค่ไหน ความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่กล้าจับพู่กัน แต่สำหรับอาลี ความกดดันนี้สะท้อนชีวิตประจำวัน การค่อย ๆ เรียนรู้ทำให้เกิดความสุข “ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ดั่งใจ ทำไมไม่รอจังหวะต่อไป ปรับตัว แล้วคิดว่าครั้งหน้าจะทำให้ดีขึ้น”
“ความสามารถในการคลายและเก็บเอาไว้ให้เหมาะสม คือสิ่งที่ฉันอยากเรียนรู้ตลอดชีวิต”
การชื่นชมศิลปะจากอดีตจนปัจจุบันมักแบ่งขั้ว เพราะการวัดคุณค่างานเชื่อมโยงกับมาตรวัดความงามที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่สำหรับอาลี ดูเหมือนเธอจะถูกดึงดูดจากการที่ศิลปะและชีวิตมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่า
ศิลปะเกิดจากชีวิตและยิ่งกว่าชีวิต สีน้ำหมึกบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะของการทิ้งพื้นที่ว่าง หรือลีลาการจับพู่กันในการเขียนอักษร อาลีเห็นว่าการแสดงน้ำหนักของหมึกบนกระดาษขึ้นอยู่กับประสบการณ์ “เหมือนกับชีวิตที่พึ่งพาประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อสะสมประสบการณ์พอ เราจึงเดินก้าวต่อไป เมื่อยังไม่มีความมั่นใจ การก้าวไปอย่างบังคับจะสะท้อนในก้าวย่างและการวางหมึกของคุณ คนรอบข้างจะมองออก”
รูปทรงเชิงสัญลักษณ์ของสีน้ำหมึก อาลียอมรับว่าแม้ฝึกมาหลายปี เธอยังอยู่ในช่วงค้นหา และเชื่อว่าการเติบโตนี้จะเป็นการแสวงหาที่ต่อเนื่องในชีวิต จุดมุ่งหมายไม่จำเป็นต้องเป็นภูมิทัศน์อันยิ่งใหญ่ แต่เป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณในทุกครั้งที่ลงพู่กัน “เช่น ฉันจะกล้าปล่อยอย่างไร เพราะการกล้าทำให้เกิดพลัง แต่ถ้าปล่อยมากเกินไปมันก็จะหลุดจากการควบคุม ทักษะในการเก็บและปล่อยเป็นสิ่งที่ฉันค้นพบผ่านสีน้ำหมึกและการเขียน”

อาลียอมรับว่าการฝึกสีน้ำหมึกได้เปลี่ยนวิธีคิดและสภาวะจิตใจของเธอ ไม่ว่าจะทำงานศิลปะประเภทใด หรือการสื่อสารกับผู้อื่น เธอใช้หลักการนั้นเป็นฐาน การรู้จักเก็บและปล่อยอย่างถูกจังหวะคือบทเรียนที่เธอต้องการเรียนรู้ตลอดชีวิต
“เมื่อพื้นที่ในใจฉันกว้างขึ้น ความอดทนต่อโลกภายนอกก็เพิ่มขึ้น”
“เมื่อฉันจัดการตัวเองได้ดี ฉันก็พร้อมนำเสนอเวอร์ชันที่ดีกว่าแก่ภายนอก”
ผลงานศิลปะมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ “มองจากไกลได้ แต่เข้าใกล้ไม่ได้” จากการสังเกตหลายปี สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลงานไม่สามารถสร้างการเชื่อมต่อกับผู้ชมได้ สำหรับอาลีในฐานะผู้แสดง เธอกล่าวว่า: “ถ้าสิ่งที่ฉันทำนั้นผู้อื่นไม่เข้าใจ สำหรับฉันมันก็สูญเสียขั้นตอนของการสื่อสารชีวิตไปแล้ว” เธออธิบายว่าเมื่อพยายามสื่อออกไป ควรคำนึงถึงวิธีการและช่องทางทางเหตุผลด้วย นี่คือสิ่งที่เธอยึดถือว่าเป็นการเดินระหว่างเหตุผลและอารมณ์ “ฉันให้ความสำคัญกับการทำให้ถูกเข้าใจ เพราะศิลปะที่ถูกเข้าใจเท่านั้นจึงนับว่าเป็นศิลปะจริง”

ถ้านับถึงปีนี้ ก็เป็นปีที่อาลีเข้าสู่วงการครบ 13 ปี เธอถ่อมตนว่าได้ยืนอยู่เบื้องหน้าในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพลักษณ์ที่ส่งพลังบวก แต่จะรักษาภาพลักษณ์เชิงบวกเช่นนั้นไว้ได้อย่างไร อาลีเผยกุญแจคือการแสวงหาความสมดุลในชีวิตประจำวัน
“ส่วนตัวฉันชอบอยู่ใกล้ธรรมชาติ เพราะการอยู่กับธรรมชาติเป็นการค้นหา เป็นช่วงเวลาที่ให้คุณได้ทำความรู้จักตัวเอง” พลังและพลังงานที่เห็นบนจอมีวันหมดลงได้ การรักษาจิตใจให้สงบย่อมต้องอาศัยสมดุลในชีวิตประจำวัน ช่วงเวลาที่ให้คุณถอนหายใจและย่อยสิ่งต่าง ๆ ทำให้เราหาวิธีอยู่กับตัวเองได้ “เมื่อฉันจัดการตัวเองได้ดี ฉันก็สามารถนำเสนอเวอร์ชันที่ดีกว่าแก่ภายนอก นี่แหละคือระเบียบแห่งชีวิตของฉัน”

“ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นเทพธิดา”
เมื่อพูดถึงธรรมชาติ อาลีกล่าวว่าแทนที่จะเป็นคำว่า “เทพธิดา” เธอคิดว่าตัวเองเป็นเด็กป่ามากกว่า “ฉันชอบเดินเขา พอเห็นสนามหญ้าปุ๊บก็ถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่า” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้เธอจึงอาจมีผิวคล้ำ มีกระ ฝ่าเท้ามีรอยถลอกจากการปีนป่าย และแม้จะมีผิวที่ไม่เรียบเนียน แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับเธอคือความงามที่ออกมาจากภายใน เช่น ความมั่นใจและการแสดงสิ่งที่แท้จริงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดา ทว่าหลังจากปีแล้วปีเล่าที่เธอได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง คนรอบข้าง และธรรมชาติ เธอเข้าใจดีว่าการรักษาความงามนั้นไม่ง่าย สำหรับการสร้างความงามให้เกิดขึ้นเธอแนะนำว่า: “คุณต้องมีสายตาที่มองเห็นความสวยงาม พยายามค้นหาจุดเด่นของผู้อื่นและสิ่งต่าง ๆ เพราะจากตรงนั้นคุณจะเรียนรู้การเคารพ แล้วเรียนรู้ที่จะปกป้อง ชื่นชม และขอบคุณสิ่งรอบตัว ขั้นต่ำที่สุด คุณก็จะไม่ทำลายสิ่งนั้น นี่คือสิ่งที่ฉันพยายามทำและจะยึดมั่นต่อไป”
เพราะความเข้าใจจึงเกิดความเมตตา สิ่งนี้น่าจะเป็นพื้นฐานที่ทำให้อาลีมีเสน่ห์เฉพาะตัว

“ค้นหาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”
ในปีหลัง ๆ อาลีกลายเป็นแขกรับเชิญประจำหน้าจอ แต่เมื่อเกิดโรคระบาด ชีวิตประจำวันของเธอเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จากการอยู่ที่สตูดิโอกลายเป็นการอยู่บ้าน เมื่อโลกถูกบังคับให้พัก เธอก็ใช้โอกาสนี้เริ่มการสำรวจตัวเองอย่างลึกซึ้งครั้งใหม่ — การเขียนหนังสือ
“ก่อนเขียนหนังสือ ฉันพบว่าความทรงจำของฉันกระจัดกระจาย” เมื่อปีที่แล้วเธอใช้เวลาหลายเดือนเขียนรวมบทกวีและเรียงความชื่อว่า 《心之所往》 อาลีเล่าว่าวันเวลาแห่งการเขียนทำให้เธอกลับมามองอดีตด้วยมุมมองของคนปัจจุบัน ช่วยจัดระบบชีวิตของตัวเอง “เมื่อฉันเดินย้อนเส้นทางชีวิตของอาลีอีกครั้ง ฉันก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น”

“ฉันไม่อยากหยุด ฉันอยากรักษาความสมดุลและทำให้มันดำเนินต่อไป” เวลาผ่านไป หนังสือเสร็จสิ้น แต่โลกภายนอกยังคงเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง อาลีจึงควานหาความสุขในการสร้างสรรค์อีกครั้ง ทั้งงานสีน้ำหมึก การฝึกเขียนตัวอักษร การขึ้นรูปเซรามิก เธอกล่าวว่า: “ฉันเริ่มทำผลงาน ไม่มีละคร ฉันเพียงพยายามด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อค้นหาตัวเองที่ดียิ่งขึ้น” อาลีบอกว่าไม่ว่าจะเป็นศิลปะแบบใด ก็เป็นบทเรียนตลอดชีวิต “หากพื้นที่ในใจฉันกว้างขึ้น ความอดทนต่อโลกภายนอกก็เพิ่มขึ้น ฉันไม่อยากหยุด เพราะถ้าวันหนึ่งฉันเลือกจะหยุด นั่นหมายความว่าฉันไม่พร้อมรับสิ่งใหม่จากภายนอก และนั่นแปลว่าฉันหยุดพัฒนา”
รูปแบบและอิมเมจของศิลปะต่าง ๆ อาจมีจุดเริ่มต้นหรือทัศนคติที่กำหนดแนวคิดความงามของตัวงาน แต่เมื่อยืนอยู่ในศิลปะแห่งชีวิต รูปทรงไม่ได้สำคัญเพียงการจัดวางผิวเผิน หากแต่เป็นว่าการสร้างสรรค์สามารถตอบสนองความพอใจในเชิงจิตวิญญาณได้อย่างไร หากข้างหน้าคือกระดาษขาว เราจะวาดภาพของศิลปะแห่งชีวิตอย่างไร หวังว่าในอนาคตเราจะได้ชื่นชมความคล่องแคล่วของอาลี ให้เรารับรู้จากการก้าวย่างหรือคำพูด หรือแม้แต่การแต้มจุมพิตจากปลายพู่กัน ว่าความจริงใจและการแสดงออกของเธอช่างบริสุทธิ์และตรงไปตรงมาเพียงใด
–
Producer: Vicky Wai
Photography: Olivia Tsang
Videography: Andy Lee & Mandy Kan
Styling: Vicky Wai
Make up: Omix B
Hair: Ziv Lau @ il Colpo
Video Editor: Andy Lee
Editor: Carson Lin
Designer: Tanna Cheng
Wardrobe: NET-A-PORTER, Lane Crawford, Max Mara
Special Thanks: Venue provided by Whitestone Gallery ; Artwork credit to Whitestone Gallery and the artists


